home story gallery wallpaper

เลือก

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเดินเล่นที่ตลาดนัดสวนจตุจักรกับเพื่อนเก่า(แก่)
ผ่านร้านขายเก้าอี้ไม้เอนหลังซึ่งมองหาไว้นานแล้ว
แวะเข้าไปเลือกดู สอบถามราคา เลือกสีผ้าคลุม แล้วก็จ่ายเงินเลย
พอเดินออกจากร้าน เพื่อนก็เอ่ยแซว
“ทำไมซื้อเร็วจัง... นึกว่าจะนานกว่านี้”
เพื่อนรุ่นพี่คนนี้เคยไปเดินซื้อของกับผม
เห็นผมเลือกนานมาก เช็คราคากลับไปมาหลายร้าน ต่อรอง ก่อนจะยอมจ่ายสตางค์

แหม... ก็ของที่ไปซื้อกับพี่ท่านครั้งกระโน้น มันคือเครื่องคอมพิวเตอร์
หรืออุปกรณ์ราคาสูงนี่ครับ
ของแบบนี้ ภาษานักการตลาดเขาเรียกว่า เป็นสินค้า High Involvement
คือผู้บริโภคมีความรู้สึก “ร่วม” ต่อสินค้านั้นสูง ... การตัดสินใจซื้อ ต้องใช้เวลาและการพิจารณา

จะว่าไปเดี๋ยวหาว่าแก้ตัว
ปกติแล้ว ก่อนจะซื้อของอะไรสักอย่าง ผมจะต้องหาข้อมูลก่อนเสมอ
(พวกของที่ต้องใช้งบเยอะ ๆ นะครับ... มันเสียดายเงิน)
การหาข้อมูลของผมมีตั้งแต่เช็คตาม web site ไปอ่านคำวิจารณ์จาก web board ที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งถามไถ่เพื่อน ๆ ใกล้ตัวที่รู้จักสินค้านั้น ๆ ดี
เรียกว่า ใครที่จะซื้อของแบบเดียวกับผมในช่วงนั้น ๆ
ถามจากผมได้เลยครับ... ประหนึ่งประกอบขึ้นเองกับมือ อิ..อิ
ทุกวันนี้ ยังมีเพื่อนบางคนโทรมาถามว่าจะซื้อกล้องตัวไหน มือถือรุ่นไหนดี
แหะ..แหะ ช่วงที่ไม่ได้มองหาของ ก็ไม่ได้ดูข้อมูลเลยครับ ไม่รู้จริง ๆ

ส่วนพวกของใช้ทั่ว ๆ ไป ก็เหมือนปกติชนล่ะครับ
ซื้อตามเหตุการณ์ ... ขืนจะซื้อขนมปังสักห่อ แล้วมัวแต่เช็คข้อมูล คงไม่ได้กินพอดี :-)

ไอ้สาเหตุของการหาข้อมูลเปรียบเทียบแบบนี้ มีที่มาที่ไปนะครับ
เพื่อน ๆ ใกล้ตัวจะรู้ดีว่า ผมซื้อของพวก High Involvement แบบนี้ทีไร
หากซื้อใช้เอง จ่ายด้วยเงินน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ของที่ได้มานั้นจะมีปัญหาทุกทีสิน่า
เหมือนเป็นอาถรรพ์ครับ

เก็บตังค์ซื้อ Palm เครื่องแรก เป็น Palm III จอขาวดำ นานมาแล้ว
ดีใจมาก... เพราะหาข้อมูล เช็คราคาอยู่นาน เก็บตังค์ครบก็ไปที่ร้าน
ซื้อมาใช้ได้ 2 สัปดาห์ จอเสีย!!!
ต้องไปเคลม และวุ่นวายกับการนี้นานมาก

เหตุการณ์แบบนี้เจออีกเรื่อยมา
แม้กระทั่ง “เก้าอี้ไม้เอนหลัง” ตัวล่าสุดที่เพิ่งซื้อ
จนตอนนี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้เอนหลังอย่างชื่อ
เพราะเบาะที่ได้มามีปัญหา... เศร้าครับ

กลับกัน...
หากผมหาข้อมูล ช่วยไปเลือกซื้อกับมือ เพียงแต่ของชิ้นนั้นคนอื่นฝากซื้อ
ของมันจะใช้ได้ดีไม่มีปัญหา คนฝากซื้อโทรมาขอบอกขอบใจกันใหญ่
ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ
หลัง ๆ เวลาผมจะซื้อของชิ้นใหญ่ ผมใช้วิธีให้เพื่อนหรือคนใกล้ตัว ออกสตางค์จ่ายให้ก่อน
ผมรับของมาใช้ แล้วจ่ายคืนทีหลัง... นัยว่าแก้เคล็ด :-)

เรื่องนี้ บอกเล่าเป็นคติสอนใจ
ของอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้สำคัญที่เวลาหรือวิธีการ “เลือก”
สำคัญอยู่ที่ของชิ้นนั้น ได้มาแล้วใช้จริงเป็นเช่นไร เราใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นคุ้มค่าแค่ไหน
ผมมีของหลายอย่างที่ว่างเฉยไว้มุมห้อง ทั้ง ๆ ที่ตอนจะซื้อ แสนตื่นเต้นและดีใจ
มาวันนี้ ผมก็เสียดายอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เช่นนั้น ของชิ้นนี้ก็คงทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นที่เหมาะสมมากกว่า

“ความรัก” ก็คงไม่ต่าง
เลือกมากไป อาจไม่ได้อย่างที่หวัง
ดูแต่พอดี เลือกด้วยสมอง และหัวใจ

เอ... แต่เรื่องแบบนี้ ผมคงเอามาใช้ก่อน แล้วจ่ายทีหลังไม่ได้ใช่ไหมครับ
จะแก้เคล็ดยังไงดีเนี่ย?

popเองพี่ เมื่อ อ. ๒๕ ม.ค. ๔๘ เวลา ๐๗.๔๕ น.

ความคาดหวัง แปรผกผันกับ ความสมหวังเสมอ

เรื่องการแก้เคล็ด ของความรัก คงพูดได้ไม่ง่าย

ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก ความรักของแต่ละคนนั้นต่างกัน

ต่างเวลาก็ต่างกัน ต่างที่ต่างทางก็ต่างกัน

ของบางอย่างเมื่อเลือกซื้อหามา เพียงเปิดห่อไม่ต้องทำอะไรก็ได้ชื่นชม
ดั่งของนั้นให้ความสุขกับเราอย่างชื่นมื่นเช่น เกมส์สนุกๆ นาฬิกาเรือนสวย หรือ เสื้อผ้าเท่ห์ๆซักตัว

แต่ของบางอย่างเพียงเริ่มแกะห่อ ก็ต้องดูแลเอาใจใส่ และใช้เวลากว่า
จะได้เห็นเป็นอย่างใจ อย่างเช่นต้นไม้สวยๆซักต้น สัตว์เลี้ยงเพื่อนตายซักตัว หรือหนังสือเล่นหนาซักเล่ม

ความรักเป็นเหมือนของอย่างที่ 2 ต้องค้นหา ฟูมฟัก เอาใจใส่ตลอดเวลา จึงจะได้ ถึงเห็นผลของมัน

ความรักมีการเจริญเติบโต และ ซบเทรา เหมือน Product life circle ไม่มีผิด การฟูมฟักความรักในแต่ละช่วงจึงต่างกันเพราะฉะนั้นอย่าลืมหา Promotion ให้มันด้วย

การลงทุนเพื่อความรัก ต้องให้ความรัก และต้องให้อย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลาที่มันยังอยู่กับเรา

ลองดูแลต้นไม้ซักต้นอย่างจริงจังให้ปุ๋ยรดน้ำ และสังเกตุความเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะดูแลคนซักคนด้วยความรัก

ถูกแล้วความรักต้องเลือก ก่อนนำมาใช้ซึ่งต้องเป็นการเลือกที่ดีที่สุด และไม่รับจ่ายก่อน ต้องจ่ายเป็นงวดอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญจะเป็นของที่ทิ้งไว้มุมห้องไม่ได้ และไม่ว่าวันไหนๆของชิ้นนี้ก็ยกให้ผู้ใดไม่ได้เลย

ขอให้ต้นรักเบิกบานในใจทุกท่านครับ

ป้าเปิ้ล เมื่อ อ. ๒๕ ม.ค. ๔๘ เวลา ๒๒.๓๐ น.

น้องเอก ถ้าเลือกด้วยสมอง มันยิ่งเลือกได้ยาก กว่าเลือกด้วยหัวใจนะพี่ว่า เพราะพอใช้สมองทีไร มันตามมาด้วยคะว่า ไม่ ซะทุกที :-)

ชอบจัง ความรักเหมือน Product life cycle หนับหนุนแบบ เต็ม 100 เลยจ้า แต่บางที Promotion อย่างเดียวอาจไม่พอนะถ้าอยู่ในช่วง decline

การลงทุนก็อย่าลงแบบหมดหน้าตักนะเออ เหลือไว้เป็นสายป่านบ้าง มันจะได้มีลงทุนได้ตลอดจ้า

ทิพย์เองพี่ เมื่อ อ. ๒๕ ม.ค. ๔๘ เวลา ๒๒.๔๓ น.

ป๊อปเขียนดีเนอะ...

มะต้อง เมื่อ จ. ๓๑ ม.ค. ๔๘ เวลา ๐๓.๐๖ น.

ถ้ารักของผมเป็นสินค้า...........ผมคงจะต้องใช้กลยุทธ ตื้อเท่านั้นที่ครองโลกแน่นอนเลย เพราะนั่นเป็นการทำให้คนรู้จัก Productในหัวใจของเรา แค่เหลียวมามองก็ยังดี และก็จะได้มีการทดลองใช้ตามมา.........แหม ของดี ยังไงเขาก็ต้องใช้อยู่วันยังค่ำ ว่าแต่ว่า อย่าเลือกนานจะครับ Sale คนนี้กำลังจะเหงาตาย

Somebody เมื่อ จ. ๓๑ ม.ค. ๔๘ เวลา ๑๐.๔๙ น.

Give as much as you can...
Hope...less, and you will get more...

Jib เมื่อ จ. ๓๑ ม.ค. ๔๘ เวลา ๑๔.๔๘ น.

เราชอบมะเขือเทศน่ะ ตั้งใจหั่นให้เป็นรูปนี้ป่าวจ๊ะ หรือ บังเอิญ

ekanake เมื่อ ศ. ๔ ก.พ. ๔๘ เวลา ๑๑.๕๗ น.

ไม่ใช่มะเขือเทศนะ นั่นพริกครับ...
พริกน้ำส้ม เก็บภาพนี้ตอนนั่งอยู่ในงานแต่งงาน งานนึง
เหลือบมองไปเห็นถ้วยพริกน้ำส้มของคนข้าง ๆ
เลยขอยืมมากดรูปไว้... น่ารักใช่มั๊ย :-)

น้องเจี๊ยบ เมื่อ ส. ๕ ก.พ. ๔๘ เวลา ๑๖.๑๕ น.

การได้ดูแลความรักเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายควรกระทำ
ในบางครั้งบางคู่อาจต้องอยู่ห่างไกลกันทำให้เกิดระยะห่างของกันและกัน
การที่ต่างฝ่ายต่างดูแลระยะห่างระหว่างกันก็สำคัญ
เข้าบอกไว้ว่าความห่างไกลเอาไว้วัดระยะความคิดถึง

คนหลายคนได้คิดว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีสุดให้กับตัวเองแล้ว
พอระยะเวลาผ่านมาทำให้รู้ว่าสิ่งที่เลือกนั้นไม่ใช่
กับร้องไห้ เสียใจจนไร้สติ ลืมคิดไปว่ายังมีคนที่ยังเป็นห่วงอยู่
คนที่เราควรให้ความร้กกับเขาเหล่านั้นมาก ๆ
คนที่สำคัญกับเรามาก ๆ อย่าลืมบอกรักท่านบ้างนะคะ

บางคนคิดเอาไว้ว่าจะต้องได้เจอกับคนแบบโน้นแบบนี้
แต่พอเจอเข้าจริงกับไม่เป็นอย่างที่คิด
ต้องลดสเปคลงหลายอย่าง
เขาถึงบอกเอาไว้ว่าความรักเป็นสิ่งที่ไม่มีกฏเกณฑ์ใด ๆ
ความรักไม่มีเหตุผล
แต่อย่าลืมที่จะใช้หัวใจและสมองให้เท่า ๆ กัน
อย่างที่พี่เอกว่าไงคะ

  © 2004 - 2010 EKANAKE.net. All rights reserved.