<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
    <title>~ m a c s f / เอกเขนก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/" />
    <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.ekanake.net/index.xml" />
   <id>tag:www.ekanake.net,2008://2</id>
    <updated>2008-07-24T15:56:42Z</updated>
    
    <generator uri="http://www.sixapart.com/movabletype/">Movable Type  3.2</generator>
 
<entry>
    <title>โลกเดินไว...หัวใจเดินช้า</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2008/07/24-83.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2008://2.83</id>
    
    <published>2008-07-24T15:51:19Z</published>
    <updated>2008-07-24T15:56:42Z</updated>
    
    <summary>วินาทีที่เรา “จาม” หัวใจจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p align="left"><img src="/images/story/slowheart01.jpg" /></p>

<p><strong>“หัวใจ”</strong> มีอัตราการเต้นโดยเฉลี่ย 72 ครั้งต่อนาที<br />
หากเรามีชีวิตยาวอยู่ถึง 70 ปี<br />
หัวใจดวงน้อย ๆ ของเรา ต้องทำงานถึงกว่า 2.5 พันล้านครั้ง</p>

<p>หัวใจ จึงนับเป็นอวัยวะสุดแสนมหัศจรรย์ ที่ทำงานตลอดเวลา <br />
ไม่เคยหยุด ไม่เคยพัก แม้ในเวลาที่เราหลับ<br />
ว่ากันว่า…  <br />
ในช่วงเวลาที่ยังมีชีวิต<br />
มีเพียงบางจังหวะ ที่ทำให้ <strong>“หัวใจ”</strong> หยุดเต้น<br />
นั่นคือ วินาทีที่เรา <strong>“จาม” </strong><br />
หัวใจจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ</p>

<p>มานึก ๆ ดูแล้วก็ใจหาย<br />
เพราะผู้ชายแพ้อากาศอย่างผม พอฟ้าฝนแปรปรวดนิดหน่อย<br />
อาการก็กำเริบ คัดจมูก น้ำมูกไหล<br />
และจามติดต่อกันไม่หยุด <br />
ยิ่งจามก็ยิ่งมัน จามต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ <br />
นับเล่น ๆ ช่วงที่อากาศไม่เป็นใจ… หัวใจผมหยุดเต้นไปหลายสิบหน</p>

<p>=================================================<br />
<p align="left"><img src="/images/story/slowheart02.jpg" /></p></p>

<p>ใคร ๆ ก็ว่า … <strong>“โลก”</strong> นับวันหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ<br />
หลายคนเดินตามไม่ทัน ก็ออกอาการเหนื่อยล้า ท้อถอย<br />
บางคราวเลยต้องหามุมสงบที่โลกหมุนช้า<br />
เพื่อให้ชีวิตได้ปรับจังหวะที่เหมาะสม</p>

<p>แต่จะได้อยู่ในพื้นที่เงียบสงบแค่ไหน ก็เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว<br />
ถึงเวลาก็ต้องกลับไปสู่ <strong>“โลกความเป็นจริง”</strong> ที่เหมือนอะไร ๆ ก็รวดเร็วไปหมดอีกครั้งหนึ่ง</p>

<p align="left"><img src="/images/story/slowheart03.jpg" /></p>

<p>ในความเป็นจริง<br />
โลกหมุนเปลี่ยนมาเช่นนี้นานแล้ว<br />
เราต่างหากที่เพิ่งมาขอใช้เวลาอยู่บนโลกกลม ๆ เป็นเสี้ยวหนึ่งของวัฏจักรทั้งมวล<br />
ความสงบที่ควรเป็น จึงอยู่ที่ <strong>“เรา”</strong> … ไม่ใช่ที่ <strong>“โลก”</strong><br />
ทำหัวใจให้สงบ นิ่ง เย็น <br />
โลกจะหมุนเร็วช้า เราก็ยังเห็นและเป็นไปอย่างนั้น</p>

<p>ปรับจังหวะให้หัวใจเดินช้า โลกรอบตัวก็จะสงบนิ่งตาม</p>

<p>==============================================</p>

<p align="left"><img src="/images/story/slowheart04.jpg" /></p>

<p>มานั่งคิดดูแล้ว<br />
ในชีวิตหนึ่ง หัวใจมีโอกาสหยุดเต้นอยู่หลายครั้ง<br />
นอกจากในวินาทีที่เรา <strong>“จาม”</strong> แล้ว <br />
ผมว่า … ยามได้พบกับสาวสวยน่ารักอารมณ์เย็น</p>

<p>เจ้าหัวใจตัวดี … ก็<strong>หยุดเต้นเป็นบางจังหวะ</strong>เหมือนกัน :-)<br />
</p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>แสง...สนุก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2008/07/07-82.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2008://2.82</id>
    
    <published>2008-07-06T18:40:33Z</published>
    <updated>2008-07-06T19:08:24Z</updated>
    
    <summary>แต่ไม่ว่า เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด
พื้นฐานของการรับภาพก็ยังคงอาศัย &quot;แสง&quot; เป็นตัวกลาง</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p align="left"><img src="/images/story/intolight05.jpg" /></p>

<p><strong>"แสง" เดินทางด้วยความเร็ว 186,291 ไมล์ ต่อวินาที <br />
หรือ 300,000 กิโลเมตร ต่อวินาที</strong></p>

<p>ตาของเรา มองเห็นภาพ<br />
ก็ด้วยการที่แสงเดินทางส่องกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าตาเรา<br />
มีจอตา และประสาทการรับภาพ ทำงานสอดประสานกันไป</p>

<p>ในขณะที่การถ่ายภาพ<br />
มีเลนส์เป็นตัวรับแสง และผ่านเข้ามายังฉากรับภาพ<br />
หากเป็นกล้องรุ่นคลาสสิค ก็มี "ฟิล์ม" เป็นตัวบันทึกแสงที่ตกกระทบ<br />
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล CCD ก็เข้ามาทำหน้าที่แทนสารไวแสงที่เคลือบอยู่บนผิวฟิล์ม</p>

<p>แต่ไม่ว่า เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด<br />
พื้นฐานของการรับภาพก็ยังคงอาศัย "แสง" เป็นตัวกลาง<br />
จะว่าไป ก็เปรียบเสมือนแสงเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ </p>

<p>ในช่วงเวลาที่แสงเดินทางหลายล้านกิโลเมตรผ่านมา<br />
ผมได้อาศัยตัวกลางความเร็วสูงนี้ ช่วยบันทึกความทรงจำหลาย ๆ ภาพเก็บไว้<br />
หนึ่งในนั้น ได้เปิดโอกาสให้ "แสง" ได้เล่น "สนุก" อย่างอิสระ<br />
ผ่านอุปกรณ์เก่าเก็บ และสื่อบันทึกย้อนเวลาอย่างฟิล์มสไลด์<br />
ได้เป็นภาพสีสันแปลกตา และอยากมาแบ่งปัน</p>

<p>ลองมาดูความสนุกของแสงที่ผมลองเก็บมากันหน่อยครับ</p>

<p align="left"><img src="/images/story/intolight01.jpg" /></p>

<p align="left"><img src="/images/story/intolight03.jpg" /></p>

<p align="left"><img src="/images/story/intolight06.jpg" /></p>

<p align="left"><img src="/images/story/intolight04.jpg" /></p>

<p align="left"><img src="/images/story/intolight02.jpg" /></p>

<p>ปล. - ภาพทั้งหมด บันทึกความสนุกของแสง ด้วยกล้องคุณปู่กระชากวัย LC-A จากรัสเซีย</p>

<p>ปล. สอง - ขออภัยที่เว้นช่วงห่างหายไปนานนะครับ ติดภารกิจจริง ๆ :-)<br />
</p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>ณ โมงยามแห่งความรัก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2008/03/13-81.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2008://2.81</id>
    
    <published>2008-03-12T18:22:48Z</published>
    <updated>2008-03-18T17:29:49Z</updated>
    
    <summary>ช่วงนี้อากาศแปรปรวน… 
ท้องฟ้ายังงง ๆ กับฤดูกาลของตน </summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p align="left"><img src="/images/story/valen01.jpg" /></p>

<p>ช่วงนี้อากาศแปรปรวน… <br />
ท้องฟ้ายังงง ๆ กับฤดูกาลของตน <br />
ผมเองก็เลยเบลอ ๆ กับชีวิตที่ไม่ค่อยได้เอกเขนกเท่าไรนัก <br />
ต่อมความฝันทำงานบกพร่อง ฮอร์โมนจากหัวใจผลิตน้อยกว่าปกติ <br />
ยังดีที่ช่วงนี้ แม้ลมหนาวในเดือนแห่งความรัก จะเลยผ่านพ้นไปแล้ว <br />
แต่ผมยังได้มีโอกาสไปร่วมแสดงความยินดีกับคนรู้จักใกล้ ๆ ตัว <br />
ที่ตัดสินใจเปลี่ยนจังหวะการเดินของชีวิต <br />
จากบทเพลงโซโล่เดี่ยว มาขับทำนองเป็นลำนำคู่ร่วมเส้นทางกัน  </p>

<p><br />
เห็นผู้คนมีความสุข จากการได้รัก <br />
ได้มอบความรัก และสุขใจที่ได้ถูกรัก ... <br />
แค่นี้ ก็เป็นยาบำรุงชั้นดีให้หัวใจได้ทำงานอย่างชุ่มชื่น</p>

<p> ===================================   </p>

<p align="left"><img src="/images/story/valen04.jpg" /></p>

<p>วันพิเศษของเพื่อนสนิท ที่เป็นฝั่งเป็นฝาไปแล้วอีกหนึ่งคู่ เป็นงานแต่งงานที่เรียบง่าย น่ารัก และอบอุ่นที่สุดงานหนึ่งที่เคยไปร่วมมา <br />
ผมเองมีโอกาสได้รับเกียรติให้ไปช่วยเก็บภาพงานหมั้นในช่วงเช้า <br />
ก็จัดเป็นพิธีที่เรียบร้อย ราบรื่น <br />
และเป็นกันเองอย่างที่สุด มีการเลี้ยงพระสำหรับงานแต่ง <br />
และถือโอกาสเป็นการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ของคู่บ่าวสาวไปด้วยเลย <br />
เสร็จพิธีทางการ ก็ต้องรอฤกษ์ส่งตัวในช่วงบ่าย ระหว่างการรอคอย <br />
เจ้าบ่าวกับน้องชายก็เล่นกีตาร์ มีคุณพ่อเจ้าสาวและคุณแม่เจ้าบ่าวล้อมวงร่วมร้องเพลง <br />
ทั้งเพลงคลาสสิครุ่นป๋า และเพลงสุดแนวรุ่นลูก <br />
เป็นการรอฤกษ์ส่งตัวที่ครึกครื้นระรื่นหู และน่ารักจริง ๆ  </p>

<p align="left"><img src="/images/story/valen06.jpg" /></p>

<p>กระทั่งงานพิธีในตอนเย็น ก็ยังไม่ทิ้งแนวทางค่ำคืนแห่งเสียงเพลง <br />
มีเพื่อนสนิท และพี่น้องที่รู้จักกันมาร่วมร้องเพลงอวยพรกันพร้อมหน้า <br />
ผมเองยังลืมตัวนึกว่ามาดูคอนเสิร์ตกลางสวนสวย... <br />
คุณพ่อเจ้าสาวมีเพลงพิเศษที่แต่งเนื้อเอง ร้องต้อนรับคู่บ่าวสาวช่วงที่กำลังเดินขึ้นบนเวที เจ้าบ่าวเองก็แต่งเพลงส่วนตัวมาร้องสด ๆ เป็นของขวัญให้กับคนพิเศษ <br />
แต่ช่วงเวลาที่ผมว่าน่ารักสุด ๆ ก็ตอนที่เจ้าสาวร้องเพลงให้เจ้าบ่าวบ้าง โดยมีน้องชายมาเล่นกีตาร์ให้ เพลงที่เลือกมาร้องนั้นความหมายดี แต่ก็ร้องยากเอาการ <br />
เจ้าสาววิ่งหาคีย์อยู่นานจนเกือบจบเพลง <br />
แต่ ณ เวลานั้น ความรู้สึกดี ๆ ไม่ได้อยู่ที่ความไพเราะของการเอื้อนเอ่ยทำนอง หากอยู่ที่ความตั้งใจและความรู้สึกทั้งหมดที่มี<br />
ถ่ายทอดผ่านไปให้ผู้ชายคนที่จะอยู่เคียงข้างเธอไปตลอดชีวิต <br />
เนื้อจะผิด ทำนองจะเพี้ยน ผู้ฟังทุกคนก็หัวเราะ ปรบมือให้ และช่วยร้องคลอ <br />
วินาทีนั้น ผมรู้สึกได้ถึงคำพูดที่ว่า... <br />
<strong><br />
“ความรัก ลอยอยู่ในอากาศ”  </strong></p>

<p align="left"><img src="/images/story/valen07.jpg" /></p>

<p><br />
===================================  </p>

<p>ชีวิตวุ่นวาย .. อากาศแปรปรวน <br />
โปรดดูแลอย่าให้หัวใจรวนเร<br />
ความรัก ยังเป็นสิ่งสวยงาม และมีความหมายลึกซึ้ง<br />
เกี่ยวโยงกับผู้คน ไม่จำกัดวัย เพศ หรือชนชั้น</p>

<p>แม้ว่า ทุกวันนี้ คุณค่าและความหมายของความรัก<br />
จะถูกแปรเปลี่ยนด้วยบริบทของการตลาดสมัยใหม่ และภาพลักษณ์ที่ฉาบฉวย<br />
ทำให้ความรัก มักเหลือรูปแบบที่จำกัดไม่กี่ด้าน<br />
แต่ความรักที่แท้ ยังคงแสดงตนด้วยการให้ … ให้กับคนรอบข้างได้มีความสุข</p>

<p>หลายสัปดาห์ก่อนได้ดูรายการโทรทัศน์ พูดถึงมูลนิธิเล็ก  ๆ แห่งหนึ่ง<br />
ที่สำหรับผมแล้ว .. ที่นี่ เป็นตัวแทนของคำว่า รัก…ที่ออกแบบได้จริง ๆ<br />
<strong>มูลนิธิ Wishing Well Foundation </strong>ริเริ่มโครงการส่งชีวิตสุขสมหวังก่อนสิ้นลม<br />
ที่มีแนวคิดในการช่วยกันดูแล มอบความรัก ให้ความรู้สึกดี ๆ กับน้อง ๆ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง<br />
เด็ก ๆ เหล่านี้ ไม่รู้ว่าตนเองจะมีโอกาสได้สัมผัสกับโลกใบนี้อยู่อีกนานเท่าไหร่<br />
ความเหนื่อยล้าจากการบำบัดรักษา ความเหนื่อยใจจากการที่ไม่มีโอกาสได้เล่นเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น ๆ<br />
สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ีที่ขาดหาย ถูกเติมเต็มด้วยความเสียสละและตั้งใจจริงของพี่น้องอาสาสมัครของมูลนิธิ<br />
คนเหล่านี้เข้ามาช่วยเป็นเพื่อนเล่น เพื่อนคุย และเป็นพี่เลี้ยงพาน้อง ๆ เหล่านี้เดินทางไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ<br />
รวมทั้งจัดกิจกรรมให้เด็กน้อยได้พบเจอดารานักแสดงคนโปรดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ</p>

<p>ร่องรอยการเติมเต็มความฝัน ความรู้สึกดี … น่าจะเป็นมุมมองความรักในอีกแบบ<br />
เป็นความรักที่ไม่ได้เรียกร้อง หรือถามหาคำตอบ<br />
หากแต่เป็นการถามหาคนรอบข้าง ว่ามีความสุขดีอยู่ไหม</p>

<p align="left"><img src="/images/story/valen05.jpg" /></p>

<p>ในห้วงเวลาที่หัวใจเหนื่อยล้า หรือแปรปรวนเหมือนอากาศข้างนอก<br />
อย่างน้อย ขอให้ภายในหัวใจได้อบอุ่น สงบนิ่ง และพร้อมแบ่งปัน<br />
<strong><br />
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หากจะไม่สบายเป็นไข้ <br />
ก็ขอให้เป็นไข้หวัดรัก ละกันนะครับ :-)</strong></p>

<p>ปล. รายละเอียดอื่น ๆ ขอมูลนิธิ Wishing Well Foundation ลองหาอ่านดูได้ตามนี้ครับ</p>

<p> http://www.wishingwellthai.org/memory/page3.html http://board.palungjit.com/showthread.php?t=81327<br />
</p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>น้องสาวสายตายาวจากญี่ปุ่น กับคุณปู่วัยสะรุ่นจากรัสเซีย</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2008/01/29-80.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2008://2.80</id>
    
    <published>2008-01-29T16:38:50Z</published>
    <updated>2008-01-29T16:47:54Z</updated>
    
    <summary>เพื่อนฝูงคนรู้จักหลายคนที่มีโอกาสเจอะเจอ ต่างก็ถามไถ่กันว่า
ไปแกะกล่อง “กล้องใหม่” มาหรือยัง?</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p align="left"><img src="/images/story/lca_r7_01.jpg" /></p>

<p>ช่วงที่ผ่านมา เพื่อนฝูงคนรู้จักหลายคนที่มีโอกาสเจอะเจอ ต่างก็ถามไถ่กันว่า<br />
ไปแกะกล่อง <strong>“กล้องใหม่” </strong>มาหรือยัง?<br />
ได้แต่ยิ้มแล้วตอบว่า รอก่อนครับ กำลังดูตัวอยู่ (อิ..อิ)<br />
แหม.. ก็คนเบี้ยน้อยใช้สอยประหยัด ก็ต้องเก็บหอมรอมริบก่อน<br />
กว่าจะทุบกระปุกไปรับตัวมาก็ต้องใช้เวลาเป็นธรรมดา<br />
(เอ... วันนี้พูดเรื่องกล้อง หรือเรื่องอะไรหว่า)</p>

<p>อย่างที่เคยเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนกล้องหายใหม่ ๆ แล้วครับว่า<br />
มีเล็ง ๆ <strong>น้องพอลล่า</strong> เอ๊ย! <strong>กล้องที่น้องพอลล่าเป็น Presenter</strong> อยู่<br />
แต่พอวันจริง กำเงินใส่กระเป๋าจะไปรับตัว<br />
ดันไปเห็นน้องสาวสายตายาว นามว่า <strong>Ricoh R7</strong> เข้าเสียก่อน<br />
เคยอ่าน Review ผ่านตามาบ้าง<br />
เห็นว่าที่ญี่ปุ่นนั้น Ricoh มีชื่อชั้นในเรื่องกล้อง และมีแฟนคลับอยู่พอสมควร<br />
แต่ที่บ้านเรายังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่ </p>

<p align="left"><img src="/images/story/lca_r7_04.jpg" /></p>

<p>หน้าตาของน้อง <strong>R7</strong> นั้นค่อนข้างธรรมดา <br />
ยิ่งเมื่อเทียบกับน้องพอลล่า เอ๊ย! เอาอีกละ<br />
กล้องที่น้องพอลล่าเป็น Presenter ยิ่งเห็นความงามต่างกัน<br />
แต่ R7 ก็มีสเน่ห์แบบเรียบ ๆ และ (น่าจะ) สวยนาน...<br />
เหตุผลหลักที่ตัดสินใจตีจากน้องพอลล่า มาหาน้อง R7 แทนนั้น<br />
ก็เพราะคุณสมบัติภายใน ที่ดูจะอัดแน่นความสามารถมาเต็มกระบุง<br />
เพราะเห็นรูปร่างเล็ก ๆ บอบบางเป็น Compact Camera แบบนี้<br />
แต่ Ricoh ออกแบบจัดวางเลนส์ซูมที่เก็บภาพได้กว้างและไกลถึง <strong>28mm-200mm</strong><br />
อ่านไม่ผิดหรอกครับ น้อง R7 มุมมองกว้างพอตัว และสายตายาวใช้ได้เลยทีเดียว :-)</p>

<p>สรุปแล้วสเป็คก็ตรงกับความต้องการใช้งาน ที่อยากได้กล้องเล็ก ๆ พกพาง่าย<br />
ไว้เก็บภาพเวลาเดินทาง หรือไปดูตลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ <br />
ส่วนคุณภาพของภาพถ่ายที่ได้ ไว้มีโอกาสจะนำมาให้ดูละเอียด ๆ กันอีกที<br />
วันนี้แปะไว้นิดหน่อยพอให้รู้จักฝีมือของน้องสาวสายตายาวใส่กิโมโนคนนี้ครับ</p>

<p align="left"><img src="/images/story/lca_r7_05.jpg" /></p>

<p>===========================================</p>

<p>ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น...</p>

<p>ตอนที่หาข้อมูลเรื่องกล้องต่าง ๆ อยู่<br />
ก็บังเอิญได้มาเจอข้อมูลของกล้องแนว <strong>Lomography </strong>สุด Hip จากรัสเซีย<br />
ซึ่งผมประทับใจกับสเน่ห์ของภาพสีแปลกตาที่ได้จากกล้องแนวนี้มานานแล้ว<br />
แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักมากเท่าไหร่<br />
ในช่วงที่มือว่างกล้อง และหัวใจอยากลองของ<br />
เลยค้นคว้าหาข้อมูลทำความคุ้นเคยกันหน่อย</p>

<p align="left"><img src="/images/story/lca_r7_02.jpg" /></p>

<p>คำว่า <strong>Lomography</strong> เป็นการเรียกขานแนวทางการถ่ายภาพที่อิสระ เปิดกว้าง<br />
ได้มาจากคำว่า <strong>LOMO</strong> ซื้อเป็นชื่อโรงงานผลิตกล้องของรัสเซียตั้งแต่สมัย ค.ศ.1982<br />
กล้องของรัสเซียที่ผลิตที่นี่ ใช้วัสดุราคาประหยัด ชิ้นเลนส์เป็นพลาสติกแต่มีความไวแสงสูง<br />
ตัวกล้องมีความแข็งแรงทนทาน กล้องรุ่นที่โด่งดังมากที่สุดก็คงเป็น <strong>Lomo LC-A</strong><br />
วัตถุประสงค์แรกเริ่มนั้น กล้อง Lomo ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระจายให้ชาวคอมมิวนิสต์<br />
ได้บันทึกภาพเหตุการณ์ และวิถีชีวิตของชาวรัสเซียไว้ให้มากที่สุด</p>

<p>ในช่วงปี 1991 กล้อง LC-A กลายเป็นของที่แทบไม่มีค่าในร้านขายของเก่า<br />
โรงงาน LOMO เลิกสายการผลิตไปแล้ว<br />
แต่ LOMO LC-A ก็ได้กลับมาแจ้งเกิดและโด่งดังอีกครั้งเมื่อนักศึกษาชาวเวียนนา 2 คน<br />
ซื้อกล้องเก่า LC-A แล้วนำไปถ่ายเล่นเพื่อความสนุก<br />
เมื่อนำฟิล์มไปล้างออกมา กลับพบว่าภาพถ่ายมีลักษณะสีสันและมุมมองที่แปลกตา<br />
จึงได้เริ่มเผยแพร่แนวทางการถ่ายภาพด้วยกล้อง LOMO ออกไปในวงกว้าง<br />
เกิดเป็นสังคม ชุมชนคนรัก Lomography ขึ้นทั่วโลก<br />
โรงงาน LOMO เก่า ได้เปิดเดินสายการผลิตขึ้นอีกครั้ง<br />
และกล้องเก่าก็กลายเป็นของมีค่าที่คนรัก Lomography พยายามตามหามาไว้ในมือ</p>

<p>หลังจากปันใจจากน้องพอลล่า มาหาน้อง R7 แล้ว<br />
คนหลายใจ แต่รักเดียวอย่างผม ที่เริ่มสนใจ Lomography<br />
เลยตามหา LOMO LC-A บ้าง<br />
แต่เป็นจังหวะไม่ดีเอาเลยครับ<br />
กล้องเก่า LC-A ที่ถูกปรับปรุงขึ้นใหม่นั้น ขาดตลาดโลกอย่างสิ้นเชิง<br />
ในเมืองไทยมีอยู่แค่ไม่กี่ตัว แต่ก็เป็นตัวที่ผลิต Lot ใหม่ใช้ชิ้นส่วนจากจีน<br />
แถมราคายังแพงสุด ๆ .. อะไรจะโก่งค่าตัวได้ขนาดนั้น</p>

<p>ถามหลายที่ โทรหาคนในเน็ตที่ไม่รู้จักกันเลยก็ลองโทรไปคุยดู<br />
สุดท้าย... ผมเลยเมล์ไปหาร้านค้าที่ St. Petersburg – Russia<br />
เลือกร้านที่ดูน่าเชื่อถือที่สุด แล้วตัดสินใจสั่งมา</p>

<p>ยังไม่เคยสั่งของจากต่างประเทศเลยครับ<br />
ยิ่งเป็นประเทศที่รู้จักน้อยมากอย่างรัสเซีย<br />
และจ่ายตังค์ไปก่อนล่วงหน้า ให้กับคนที่ไม่เคยเจอหน้าสักครั้ง<br />
โอ... โลกมันเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย</p>

<p>ผ่านไปเกือบสองอาทิตย์<br />
ตอนแรกนึกว่าเสียค่าโง่แล้ว<br />
ในที่สุด คุณปู่วัยสะรุ่น LC-A ในพัสดุเล็ก ๆ ก็ถูกส่งมาถึงผม<br />
เปิดห่อชั้นนอก ยังมีกระดาษชั้นในพันไว้ด้วยเชือก และลงครั่งประทับ ... ดูขลังจริง ๆ  <br />
ตื่นเต้นมาก รีบไปซื้อฟิล์มสไลด์มาใส่กลัก หมุนเลื่อนฟิล์ม แล้วกดชัตเตอร์<br />
ไม่ได้ถ่ายภาพด้วยฟิล์มมาพักใหญ่ ... ให้ความรู้สึกที่ดีเหมือนกัน</p>

<p align="left"><img src="/images/story/lca_r7_03.jpg" /></p>

<p>ไว้คงมีโอกาสได้มาเล่าสู่กันฟัง<br />
ถึงประสบการณ์การถ่ายภาพที่ได้จากทั้ง <strong>“น้องสาวสายตายาว”</strong><br />
และ <strong>“คุณปู่วัยสะรุ่น” </strong>ที่สีสันของภาพ เล่นทำเอาสายตาบาดเจ็บ</p>

<p><strong>ก่อนจะจัดเวลาพาทั้งคู่ออกไปเก็บภาพ<br />
คงต้องหาวิธีระมัดระวังป้องกันเสียหน่อย<br />
เดี๋ยวจะโดนมือดีชวนหนีเที่ยวแล้วไม่กลับมาเหมือนน้องฟูจิ<br />
ผู้ชายคนนี้คงหงอยไปนาน...</strong></p>

<p></p>

<p>ปล. ข้อมูลโดยละเอียดของ Lomography สามารถอ่านได้เพิ่มเติมที่นี่นะครับ<br />
http://www.lomothai.com/about.html</p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>เวลาแห่งการข้ามผ่าน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2008/01/01-79.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2008://2.79</id>
    
    <published>2008-01-01T15:04:22Z</published>
    <updated>2008-01-01T15:18:48Z</updated>
    
    <summary>ในทุก ๆ วันของชีวิต เราได้ &quot;ก้าวข้าม&quot; สิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p align="left"><img src="/images/story/ny2008.jpg" /></p>

<p>หนึ่งปี ผ่านไปอีกแล้วอย่างรวดเร็ว</p>

<p>ตอนเป็นเด็ก การที่ได้โตขึ้นเพียงอีกหนึ่งวัน ก็เป็นความสุขแล้ว<br />
แต่เมื่อได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ หลาย ๆ ครั้ง... หัวใจก็อยากให้เวลาหยุดเดิน<br />
หรือหมุนช้าลงอีกวัน ก็ยังดี</p>

<p>แต่อย่างไรก็ตาม "เวลา" ยังคงทำหน้าที่อย่างซื่อตรง<br />
และเราก็คงต้องก้าวต่อไปข้างหน้า<br />
หนทางที่มีทั้งความสุข และความทุกข์ รออยู่</p>

<p>ในทุก ๆ วันของชีวิต เราได้ <strong>"ก้าวข้าม" </strong>สิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ</p>

<p>การข้ามถนนเพื่อไปยังจุดหมายอีกฟาก<br />
การข้ามสะพาน เพื่อข้ามผ่านอุปสรรคที่ขวางกั้น<br />
การข้ามพ้นวัยวัน ที่ทำให้เราเรียนรู้ และเติบโต</p>

<p>ปีเก่าที่ผ่านมา<br />
อาจมีหลายสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามใจหวัง<br />
อาจมีหลายครั้งที่ทดท้อจนเหนื่อยแรง<br />
แต่เราก็ข้ามผ่านมันมาแล้ว<br />
และมีหนทางข้างหน้าให้เราเดินก้าวต่อ</p>

<p>ที่ปลายสะพานอีกฝั่ง อาจยังมองไม่เห็นตอนนี้ว่ามีสิ่งใดรออยู่<br />
แต่เราก็ยังต้องก้าวเดิน<br />
ขอเป็นกำลังใจให้ก้าวเดินด้วยใจที่มุ่งมั่น และสงบเย็น</p>

<p><strong>สวัสดีปีใหม่ 2551 ครับ</strong></p>

<p>ปล. ภาพนี้ผมถ่ายตอนกำลังนั่งรถข้ามสะพานพระราม 8 <br />
ชอบใจลายเส้นที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า และเป็นช่วงเวลาที่กำลังข้ามผ่านสองฝั่ง<br />
เลยเลือกภาพนี้มาฝากกัน ในวันแห่งการเริ่มต้นปีนะครับ</p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>หาย</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2007/11/15-78.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2007://2.78</id>
    
    <published>2007-11-15T16:09:05Z</published>
    <updated>2007-11-15T16:23:56Z</updated>
    
    <summary>คนจีนเค้ากล่าวกันไว้... ของเก่าไม่ไป ของใหม่ไม่มา</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p align="left"><img src="/images/story/f30_01.jpg" /></p>

<p><strong>“คนจีนเค้ากล่าวกันไว้... ของเก่าไม่ไป ของใหม่ไม่มา”</strong><br />
เป็นคำพูดของเพื่อนชาวไต้หวันหลังจากได้ฟังเรื่องราว<br />
ว่า <strong>“กล้องถ่ายรูป”</strong> ตัวเล็กประจำกายของผม โดนมือดีล้วงไปเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา...</p>

<p align="left"><img src="/images/story/f30_03.jpg" /></p>

<p><strong>น้องฟูจิ F30</strong> คือชื่อของเขา<br />
เราเดินทางด้วยกันมาปีกว่า ๆ <br />
มีเกเรกันบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ <br />
แต่ส่วนใหญ่ เจ้า F30 ทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี<br />
จับภาพไว สีสันเป็นธรรมชาติ ข้อสำคัญคือ Noise น้อยมาก ๆ <br />
ถ่ายภาพเวลากลางคืนได้ดีกว่ากล้อง compact อื่น ๆ ที่ออกมาในช่วงไล่ ๆ กัน<br />
F30 จึ่งช่วยผมได้มากเวลาไปเดินดูงานตามตลาดสด ตลาดนัด ที่แสงจะไม่ค่อยพอ</p>

<p>เราหอบหิ้วตะลอนกันไปเกือบทุกที่<br />
ทั้งการเดินทางเรื่องงาน ในลาว เวียดนาม กระทั่งทริปหลังสุดที่เมืองย่างกุ้ง – พม่า<br />
หรือเก็บภาพวันสบาย ๆ กับเพื่อน ๆ และคนรอบตัว</p>

<p align="left"><img src="/images/story/f30_02.jpg" /></p>

<p>ก่อนหน้าที่เจ้า F30 จะมาอยู่ด้วยกัน<br />
ผมมีคู่ทุกข์คู่ยากตัวเก่า Canon Ixus30 ที่ลุยกันมาหลายปี<br />
จนมาถูกมือดี (อีกแล้ว) ฉวยไป ตอนที่ไปทริปเรื่องงานที่โมร็อกโค<br />
หายตอนวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ .. เศร้าสุด ๆ สิครับ</p>

<p>กลับมาก็หงอยไปพักใหญ่ หาข้อมูลตามหนังสือ หรือเว็บต่าง ๆ อยู่นานทีเดียว<br />
เพราะยังไงก็เป็นอุปกรณ์งานสำคัญที่ต้องใช้<br />
จนมาพบกับ F30 นี่แหล่ะครับ</p>

<p align="left"><img src="/images/story/f30_04.jpg" /></p>

<p>วันสุดท้ายที่ได้เดินทางด้วยกัน<br />
ผมไปเปิดหูเปิดตาที่ตลาดนัดแถว ๆ ห้าแยกลาดพร้าว<br />
เพราะเห็นว่าอากาศเริ่มเย็น น่าเดินเล่นเป็นที่สุด<br />
เดินซื้อของ มองผู้คนไปเรื่อย ๆ <br />
กล้องเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายข้าง ซึ่งดึงมาไว้ด้านหน้าตัวตลอด<br />
หยิบกล้องมาถ่ายแค่ครั้งเดียว ยิงไป 3 ภาพ (สุดท้าย)<br />
เป็นภาพของคุณยายขายพวงมาลัย<br />
หลังจากนั้น เก็บกล้อง และช่วยถือของพะรุงพะรัง<br />
กลับมาถึงบ้าน จะเอารูปมา Load ใส่คอมฯ เพราะมีงานอื่น ๆ ค้างอยู่ในกล้องด้วย<br />
วินาทีนั้น ถึงได้รู้ว่า เราจากกันเสียแล้ว... (เศร้า)</p>

<p>ยังย้อนถามตัวเองอยู่ว่า ประวัติศาสตร์ทำไมชอบซ้ำรอย<br />
กล้องตัวเก่งไม่ยอมจากกันแบบพังคามือ แต่ดันไปอยู่ในมือคนอื่นเสียนี่...</p>

<p>ตอนนี้กำลังหาข้อมูล เพราะในการทำงาน กล้องตัวเล็ก ๆ ช่วยงานผมได้มาก<br />
เล็ง ๆ ไว้อาจจะเป็น “น้องพอลล่า” เอ๊ย! กล้องที่น้องพอลล่าโฆษณา<br />
(ได้ทั้งกล้อง ทั้งคน ก็น่ารัก ... อ้าว...)</p>

<p>==================================</p>

<p><strong>“ของเก่าไม่ไป ของใหม่ไม่มา”</strong><br />
คำพูดของเพื่อน เหมือนเครื่องเล่นเทปกรอซ้ำไปมาในหัว<br />
แต่ก็ทำให้เราทำใจ และปลงได้เร็วขึ้น<br />
เฮ้อ... แต่ยังไงซะ ก็อดนึกถึงของคุ้นมือที่อยู่ช่วยกันมานานไม่ได้<br />
ช่วงนี้จะไปไหน ก็เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง</p>

<p>ของเล็ก ๆ ที่คุ้นตาบางชิ้น กว่าจะรู้สึกและเห็นค่า<br />
ก็ตอนมันไม่อยู่ใกล้ ๆ มือเสียแล้ว</p>

<p>หากคนที่เก็บน้อง Fuji F30 ของผมไป<br />
หรือใครเห็นคนที่ใช้ Fuji F30 ในกล้องมีภาพของคุณยายขายพวงมาลัย ที่ตลาดนัด<br />
ช่วยติดต่อผมด้วยนะครับ...</p>

<p>ไม่ได้จะเอาเรื่องเอาราวอะไร</p>

<p>แค่อยากจะบอกว่า<br />
<strong>แท่นชาร์จไฟ </strong>กับ<strong>กระเป๋ากล้อง</strong> ยังอยู่ที่ผมอยู่เลย ...</p>

<p align="left"><img src="/images/story/f30_05.jpg" /></p>
<strong>
ปล. ผมเลือกภาพบางส่วนที่เก็บ ๆ ไว้ ภายเหล่านี้มาจากน้อง F30 ครับ
อ้อ.. ต้องขอบคุณ และขอโทษเพื่อน ๆ หลายคนด้วย ที่มาทักทายกันที่ ekanake.net แห่งนี้
หายหน้าไปนาน มีข้อความส่งมาถึงผมเรื่อย ๆ รู้สึกดีมาก ๆ ครับ 
หากเว้นหายไป ก็ส่งมาทวง มาท้วงกันอีกนะครับ ... เพราะผมก็คิดถึงเหมือนกัน (อิ..อิ)</strong>
]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>ย่ำกลิ่นฝนจาง...ที่ย่างกุ้ง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2007/09/29-77.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2007://2.77</id>
    
    <published>2007-09-29T05:04:34Z</published>
    <updated>2007-09-29T05:53:01Z</updated>
    
    <summary>ผมเอง ก็รู้จักพม่าเพียงผิวเผิน และมีโอกาสเข้าไปเยือนพม่าเพียงพบผ่าน
แต่ก็ได้เห็นประเทศแห่งนี้ในอีกมุมหนึ่ง </summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p>เชื่อว่า พวกเราหลาย ๆ คน คงรู้จัก <strong>“พม่า” </strong>ในความทรงจำจากหนังสือเรียนสมัยประถมฯ<br />
ว่าเป็นศัตรูคู่แค้นของไทย ตีกรุงศรีอยุธยา<br />
หรือได้ยินชื่อของ “พม่า” ในฐานะของแรงงานต่างด้าว<br />
หรือแม้กระทั่ง “พม่า” ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็ว จากเหตุการณ์ประท้วงที่บานปลายในช่วงนี้</p>

<p>ผมเอง ก็รู้จักพม่าเพียงผิวเผิน และมีโอกาสเข้าไปเยือนพม่าเพียงพบผ่าน<br />
แต่ก็ได้เห็นประเทศแห่งนี้ในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏในหน้าข่าวจากเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น<br />
ภาพของชาวพม่าที่เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส ชอบคุยกับคนไทย<br />
การดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย มีความสุขตามสมควร และใกล้ชิดพุทธศาสนา<br />
เลยอยากนำภาพบางส่วนจากการเดินทางสั้น ๆ ในย่างกุ้งช่วงปลายฝนที่ผ่านมา <br />
มาแบ่งปันกันครับ ...</p>

<p><br />
=========================================================</p>

<p>(1)<br />
ช่วงที่ผมไปเยือนย่างกุ้ง ฝนตกพรำเกือบตลอดเวลา<br />
ฉ่ำแฉะไปทุกที่ แต่ก็รู้สึกสงบ สบายใจ กับมิตรภาพของคนที่นี่ครับ</p>

<p align="left"><img src="/images/story/rangoon01.jpg" /></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(2)<br />
ในย่างกุ้ง ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ครับ<br />
เพื่อนชาวพม่าเล่าว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้การจราจรที่หนาแน่นอยู่แล้วในตัวเมืองมีปัญหา<br />
เลยผลักดันให้รถมอเตอร์ไซค์ไปอยู่นอกเมือง<br />
เวลาจะไปไหนมาไหน เลยต้องพึ่งรถแท็กซี่เป็นหลัก<br />
แต่หากเป็นระยะใกล้ ๆ ผมว่าสามล้อถีบก็ได้บรรยากาศ</p>

<p>สามล้อถีบที่นี่นั่งได้ 2 คน นั่งหลังชนกัน ... น่ารักดีครับ :-)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/rangoon04.jpg" /></p>

<p>=========================================================</p>

<p><br />
(3)<br />
สินค้าหนึ่งที่ขายดี มีให้เห็นทุกถนนซอกซอย ก็คือ "หมากพลู" ครับ<br />
มีทั้งแบบตั้งโต๊ะ และแบบเป็นกระบะแขวนคอ เดินเร่ขายถึงตัว<br />
คนที่นี่ เลยยิ้มฟันแดงเป็นพิมพ์นิยม :-)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/rangoon011.jpg" /></p>

<p>=========================================================</p>

<p><br />
(4)<br />
มีคนเคยบอกว่า...<br />
อยากรู้จักและเข้าใจวิถีชีวิตของคนในแต่ละเมือง<br />
ต้องไปดูที่<strong>ตลาดสด</strong>ครับ<br />
เป็นจุดที่จะสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ พื้นฐานเศรษฐกิจ<br />
และการดำเนินชีวิตที่เป็นพื้นฐานมาก ๆ</p>

<p>ผมเลยตื่นแต่เช้ามืด ไปเยือนตลาดปลา<br />
สนุก ได้ความรู้ ได้มุมมองดี ๆ<br />
และแถมกลิ่นที่ติดตัวเป็นเอกลักษณ์มาก ๆ </p>

<p align="left"><img src="/images/story/rangoon03.jpg" /></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(5)<br />
ที่ตลาดปลา และชุมชนใกล้เคียง<br />
ก็ทำให้ผมได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้าน<br />
เศรษฐกิจระดับชุมชนอยู่ในเกณฑ์ดี<br />
แม้จะไม่ได้ร่ำรวย หรือสะดวกสบายมาก<br />
แต่ทุกคนก็มีความสุขตามสมควร</p>

<p align="left"><img src="/images/story/rangoon013.jpg" /></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(6)<br />
สายหน่อย ก็มาแวะดูตลาดผักผลไม้<br />
ผลผลิตทางการเกษตรของพม่าอุดมสมบูรณ์มากครับ<br />
กะหล่ำปลี ส้ม แอปเปิ้ล ลูกใหญ่มาก<br />
สีอาจไม่สด ผลอาจไม่สวย ใบมีรูพรุน ... แต่ก็ปลอดภัยจากสารเคมี และยาฆ่าแมลง</p>

<p align="left"><img src="/images/story/rangoon015.jpg" /></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(7)<br />
อ้อ... ลืมเล่าไป<br />
ที่นี่ ผมมีโอกาสได้พบกับ <strong>"ซุปเปอร์แมน แดนย่างกุ้ง"</strong> ด้วยครับ</p>

<p><br />
ตอนเดินเพลิน ๆ อยู่ในตลาด<br />
ได้ยินเสียงไล่หลังมา ฟังไม่ออก<br />
แต่คงบอกประมาณว่า <strong>"หลบหน่อย...พระเอกมา"</strong><br />
หันไปเห็นท่าพี่เค้าเท่ห์มาก เลยต้องรีบสวนไปด้วยชัตเตอร์หนึ่งกด </p>

<p align="left"><img src="/images/story/rangoon021.jpg" /></p>

<p>=========================================================</p>

<p><br />
(8)<br />
แถมอีกหนึ่งหนุ่มพม่าหน้าคม ผิวเข้ม<br />
นั่งดื่มกาแฟอยู่หน้าร้านริมทาง</p>

<p>คนที่นี่ ดื่มกาแฟและชา เยอะเหมือนกันครับ<br />
ร้านกาแฟท้องถิ่นเปิดอยู่แทบทุกถนน<br />
นั่งทานคนละถ้วย ดูผู้คนผ่านไปมา ... แค่นี้ ก็มีความสุขแล้วครับ</p>

<p align="left"><img src="/images/story/rangoon019.jpg" /></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(9)<br />
ช่วงสองวันที่ผมอยู่ในย่างกุ้ง ฝนพรำเกือบตลอดเลยครับ<br />
มาเจอแดดสวยก็ช่วงที่ไปสักการะเจดีย์ชเวดากองประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น<br />
ฟ้าเปิดแบบให้ถ่ายรูปเลย พอลงจากเจดีย์มาฝนก็เททันที</p>

<p>นับว่าเป็นบุญอย่างหนึ่งของการเดินทาง หนนี้ครับ</p>

<p align="left"><img src="/images/story/rangoon016.jpg" /></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(10)<br />
ศูนย์รวมจิตใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวพม่า<br />
มหาเจดีย์ชเวดากอง<br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon08.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(11)<br />
ช่วงที่ผมไปถึงนั้น ประมาณ 17.00น.<br />
มีสุภาพสตรีชาวพม่ามาร่วมทำบุญด้วยการกวาดลานเจดีย์โดยพร้อมเพรียงกัน<br />
เป็นภาพที่เห็นแล้ว ต้องบอกว่า "ชื่นใจ" (หนที่หนึ่ง) <br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon05.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p><br />
(12)<br />
<strong>"ศาสนาพุทธ"</strong> เป็นศาสนาที่ชาวพม่านับถือมากที่สุด<br />
ความศรัทธาในพุทธศาสนา สะท้อนออกมาจากงานศิลปะ และสถาปัตยกรรม<br />
ที่มีความละเอียด วิจิตร และใช้ความเพียรในการสร้างสรรค์อย่างยิ่ง<br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon07.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(13)<br />
อย่างภาพพุทธประวัติที่ใช้ตกแต่ง<br />
ช่างชาวพม่าในอดีตยังไม่ใช้การวาดภาพธรรมดา<br />
หากทำเป็นงานแกะภาพลอยตัว และจัดวางอย่างพอดีกับสายตาของคนที่แหงนมองขึ้นชม<br />
อลังการจริง ๆ ครับ<br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon014.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(14)<br />
ผู้อารักขา...<br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon09.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(15)<br />
สงบ...งาม<br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon012.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(16)<br />
 บางมุม ก็แอบมีแทรกอารมณ์ขันสนุก ๆ ไว้ให้คนมาเยือนตาไว<br />
ได้เก็บไปอมยิ้ม<br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon020.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(17)<br />
ผมเชื่อว่า...<br />
งานก่อสร้าง หรือวัตถุต่าง ๆ สามารถสะท้อนความเชื่อและความศรัทธา ที่คนเรามีต่อเรื่องหนึ่ง ๆ ได้<br />
แต่จะลึกซึ้ง ผูกพัน และเหนียวแน่นได้นานขนาดไหน<br />
อยู่ที่ความคิด และการปฏิบัติต่อเนื่องในวิถีดำเนินชีวิตมากกว่า<br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon018.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(18)<br />
เหมือนเช่นชาวพม่าที่ผมได้เห็นในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นั้น<br />
พวกเขายังผูกพัน และมีกิจวัตรที่ใกล้ชิดกับพุทธศาสนามาก ๆ</p>

<p>แม้แต่วัยรุ่นเอง เพื่อนชาวพม่าของผมยังบอกเลยว่า<br />
วันหยุดหรือช่วงเทศกาล พวกเขาก็นิยมที่จะมาที่วัดมากกว่าไปเตร็ดเตร่<br />
เป็นเรื่องที่น่า "ชื่นใจ" (เป็นครั้งที่ 2) จริง ๆ ครับ<br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon022.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p>(19)<br />
ปิดท้ายด้วยรอยยิ้มที่แสนเป็นมิตรของแม่ค้าเครื่องเทศในตลาด :-)</p>

<p>ที่เห็นบนแก้มนวลสองข้าง คือ "ทานาคา" ครับ<br />
เป็นไม้สมุนไพรชื่อดังของพม่า คนนิยมนำมาบดเป็นผงทาผิว<br />
เป็นภูมิปัญญาสืบทอดมาในการช่วยถนอมผิว และสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย<br />
คนพม่าเลยมีผิวสวย ไม่ค่อยเห็นคนเป็นสิวเ่ท่าไหร่</p>

<p>เหมือนวลีเก่าของเราที่พูดถึง ผู้หญิงสวย ไว้ว่า...</p>

<p><strong>"ผิวพม่า นัยน์ตาแขก" </strong>ไงครับ :-)<br />
<p align="left"><img src="/images/story/rangoon017.jpg" /></p></p>

<p>=========================================================</p>

<p><strong>ขอเป็นกำลังใจส่วนหนึ่งให้เหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งหลายสงบลง<br />
ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องราวถูกผิดเป็นเช่นไร<br />
แต่ก็ไม่อยากให้ ความสงบ ความมีน้ำใจ ในดินแดนแห่งนี้<br />
ต้องเลือนหายไป...</strong></p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>เมียงมอง...เมียนมาร์</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2007/08/20-76.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2007://2.76</id>
    
    <published>2007-08-20T16:35:52Z</published>
    <updated>2007-08-20T16:43:18Z</updated>
    
    <summary>มีหลายเรื่องราว และมุมมองที่น่าสนใจมาก
เรียกว่าตกหลุมรักเมืองย่างกุ้งเข้าแล้ว</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p align="left"><img src="/images/story/myanmar01.jpg" /></p>

<p>เพิ่งกลับมาจากย่างกุ้งครับ<br />
เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยือนดินแดนพม่าแห่งนี้<br />
(ไม่นับรวมการข้ามฟากแถว ๆ ชายแดนแม่สาย)</p>

<p>มีหลายเรื่องราว และมุมมองที่น่าสนใจมาก<br />
เรียกว่าตกหลุมรักเมืองย่างกุ้งเข้าแล้ว<br />
แม้ว่าจะเจอกันเพียงไม่กี่วันเท่านั้น</p>

<p>รายละเอียดมีเยอะ และถ่ายรูปกลับมาไม่น้อยเหมือนกัน<br />
แม้ว่าจะเจอฝนพรำอยู่เกือบตลอด</p>

<p>สำหรับวันนี้ ฝากภาพไว้ก่อนหนึ่งใบ เป็นการเรียกน้ำย่อย<br />
และอยากให้คุณ ๆ เริ่มปรับสายตา<br />
หันมาเมียงมองประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงแห่งนี้ <br />
ด้วยสายตาของความเข้าใจ<br />
มากยิ่งขึ้น...</p>

<p>แล้วไว้มาเล่าให้ฟังครับ :-)</p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>เข็มนาฬิกาที่เดินถอยหลัง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2007/07/20-75.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2007://2.75</id>
    
    <published>2007-07-19T17:54:14Z</published>
    <updated>2007-07-19T18:00:32Z</updated>
    
    <summary>ในชีวิตเรา ก็ได้ลองใช้เวลาที่เดินถอยหลังอยู่หลายครั้ง
เพียงแต่เราอาจจะมองข้ามโมงยามนั้นไป</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p align="left"><img src="/images/story/clock.jpg" /></p>

<p><strong>บ่ายวันอาทิตย์ที่ฝนฉ่ำแฉะ...</strong></p>

<p>ผมนั่งจมความชื้นอยู่บนโซฟาตัวเก่า<br />
บรรยากาศรอบตัวเหมือนภาพขาวดำสีหม่น ๆ <br />
นอกหน้าต่างเมฆครึ้มบังแสงอาทิตย์หมดสิ้นเยื่อใย<br />
ลมเอื่อย ๆ หอบเอาฝนเม็ดเล็กมาแปะใส่บานกระจกหน้าต่าง<br />
เกิดเสียง “เปาะแปะ” ให้พอได้ยิน และรับรู้ว่าโลกยังคงหมุนอยู่</p>

<p>สภาพรอบตัวช่างดูนิ่งเฉย<br />
ต่างกับความคิดในหัวที่กำลังวิ่งสี่คูณร้อย ในระยะไม้สุดท้าย<br />
ความคิดบ่นพึมพำ...<br />
น่าเซ็งชะมัด! ตั้งใจจะทำตั้งหลายเรื่องวันนี้<br />
ฝนตกพรำแบบนี้ คงยาวไปทั้งวัน<br />
ตอนแรกว่าจะซักผ้า และเอาหมอน-ผ้าห่มตากแดดให้หอม ๆ เสียหน่อย<br />
แล้วเดินสบาย ๆ ไปหาอะไรทานปากซอย<br />
กลับมาจะหิ้วกล้องไปเดินเล่นถ่ายรูปที่สวนจตุจักร<br />
เย็น ๆ เก็บผ้า แล้วค่อยมาเอนหลังอ่านหนังสือที่ตั้งใจอ่านหลายทีแล้วยังไม่จบ</p>

<p>เจอฝนพรำซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ ... จบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม<br />
เสีย “เวลา” ที่ตั้งใจไว้จริง ๆ<br />
ฯลฯ</p>

<p>......<br />
......<br />
......</p>

<p><br />
ขณะที่กำลังเซ็งในหัวจิต หงุดหงิดในหัวใจ<br />
สายตาก็เหลือบไปเห็น <strong>นาฬิกาเรือนเก่า</strong> บนชั้นหนังสือ<br />
โมงยามของมันหยุดนิ่งอยู่ที่สิบโมงกับอีกสิบกว่านาที .. ตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้</p>

<p>ชั่ววูบนั้น...<br />
เหมือนเข็มนาฬิกาทั้งสองแขนปล่อยหมัดซ้ายขวา ตีแสกหน้าเข้าตรงหัว<br />
ความคิดที่กำลังวิ่งเร็วจี๋เร่งเข้าเส้นชัยแห่งความว้าวุ่น หยุดกึกเหมือนกดรีโมทดีวีดี</p>

<p>ภาพตรงหน้า เหมือนบอกอะไรบางอย่างกับผม ...</p>

<p>ชีวิตทุกวันนี้ ที่ดูจะคุ้นชินกับการดูเวลา <strong>“เดินไปข้างหน้า”</strong><br />
เก้าโมงเช้า ต้องไปติดต่อเรื่องนั้น<br />
สิบเอ็ดโมง มีนัดกับคนนี้<br />
ห้าโมงเย็น ต้องไม่ลืมไปรับของที่นั่น<br />
ต้องเผื่อเวลาเท่านั้น เท่านี้ เพราะรถจะติด ฯลฯ</p>

<p>เวลาที่เราคาดไว้ ทำให้เรามุ่งไปข้างหน้า<br />
นึกกังวลสิ่งที่ยังมาไม่ถึง</p>

<p>เข็มนาฬิกาที่หยุดนิ่ง<br />
สะท้อนความจริงบางอย่างให้ผมทบทวน<br />
หากชีวิตผม ต้องหยุดเดินเมื่อสิบโมงสิบกว่านาที ตั้งแต่วันนั้นล่ะ ?</p>

<p>ผมจะยังว้าวุ่นกับสิ่งที่ “ต้อง” ทำ ในเวลาที่เดินไปข้างหน้าอยู่อีกไหม<br />
ผมคงถามตัวเองกลับไป ... หากรู้ตัวว่าเวลาจะเหลือถึงสิบโมงสิบกว่านาที<br />
ก่อนหน้านั้น อยากจะทำอะไรบ้าง?</p>

<p>เปลี่ยนความคิด ให้ลองมองเข็มนาฬิกาว่าเดินถอยหลัง ...<br />
มองชีวิตในมุมของเวลาที่เหลืออยู่<br />
เราคงจะตั้งใจมอง <strong>“สิ่งที่อยู่ตรงหน้า”</strong> มากขึ้น<br />
เพราะได้ตระหนักเห็นในข้อจำกัดของเวลาที่มีเหลือ<br />
ว่าสามารถจัดสรร ทำอะไร สิ่งใด ได้บ้าง …</p>

<p>......<br />
......<br />
......</p>

<p>จริง ๆ แล้ว มาลองนึกดู<br />
ในชีวิตเรา ก็ได้ลองใช้เวลาที่เดินถอยหลังอยู่หลายครั้ง<br />
เพียงแต่เราอาจจะมองข้ามโมงยามนั้นไป<br />
อย่างตอนเป็นนักเรียนนั่งทำข้อสอบ ก็จะมีกรอบเวลาเป็นข้อกำหนด<br />
หรือสมัยนี้เวลาขับรถ ไฟจะเขียว จะแดง ก็ยังมีเวลาถอยหลังให้เตรียมตัว</p>

<p><br />
======================================</p>

<p>นอกหน้าต่าง...<br />
ฝนยังคงทำหน้าที่เชื่อมโยงเมฆบนฟ้า กับหลังคาบ้านบนพื้นดิน<br />
ผมเหลียวไปดูนาฬิกาที่หยุดหายใจเรือนนั้นอีกครั้ง<br />
แล้วตั้งใจว่า อย่างน้อยวันนี้เวลาของผมจะเดินถอยหลัง<br />
อีกไม่กี่ชั่วโมงที่จะเข้านอนเมื่อหมดวัน<br />
จะทำอะไรสบาย ๆ อยู่กับตัวเอง <br />
ร่างกายได้หยุดพัก ความคิดได้ตั้งหลักกับปัจจุบัน</p>

<p>ว่าแล้วก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้แต่นานมา<br />
เอนหลังเปิดหน้าที่คั่นอยู่ <br />
เข็มเวลาของวันกำลังเดินถอยหลัง<br />
แต่เรื่องราวในหน้ากระดาษคงได้เดินทางไปสุดเล่ม ... เสียที</p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>ระยะของสายตา องศาของความรู้สึก (ภาค2)</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2007/06/07-74.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2007://2.74</id>
    
    <published>2007-06-06T17:55:26Z</published>
    <updated>2007-06-15T12:14:55Z</updated>
    
    <summary>ภาพที่ได้ เมื่อมองผ่านเลนส์ 50mm. จึงแคบลง หรือใกล้กว่าระยะสายตาเล็กน้อย
ให้คิดว่า เป็นภาพจากมุมมองของคนสายตาสั้นก็แล้วกัน</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p><strong>ตอน ... ลาวตะลอน</strong></p>

<p align="left"><img src="/images/story/50intro.jpg" /></p>

<p>ว่ากันว่า...<br />
ในบรรดา <strong>"เลนส์ถ่ายภาพ" </strong>นับร้อยชนิดที่ช่างภาพเลือกใช้เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวนั้น<br />
<strong>เลนส์ 50mm.</strong> เป็นเลนส์พื้นฐานที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งที่ช่างภาพต้องผ่านมือ<br />
ด้วยเหตุเพราะที่ระยะ 50mm. นั้น เป็นช่วงรับภาพที่กว้างใกล้เคียงกับมุมมองสายตาของคนมากที่สุด<br />
อีกทั้งเป็นเลนส์ระยะเดี่ยว (fixed) ไม่ใช่เลนส์ซูม ที่สามารถหมุนดึงภาพเข้าออกใกล้ไกลได้ตามใจ<br />
คนถ่ายจึงต้องสับขา เดินหน้า ถอยหลัง หาระยะของภาพเอาเอง<br />
เลนส์ตัวนี้... จึงนับเป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับมือเริ่มต้นถ่ายภาพ<br />
ได้บังคับตนเอง ฝึกฝนการเดินหามุมมองที่ดี ก่อนที่จะบันทึกอารมณ์ ความรู้สึกเบื้องหน้า<br />
ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพสื่อความหมาย</p>

<p>ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา<br />
ผมยังมีงานที่ต้องเดินทางไปเยี่ยมเยือนประเทศลาวอยู่อีกหลายหน<br />
ครั้งหลังสุด... มีเหตุจำเป็นต้องใช้ภาพของคนท้องถิ่นมาประกอบงานที่ทำ<br />
เลยอาสาเอากล้องไปเก็บภาพมาเอง ไม่ต้องไปจ้างใคร <br />
(จริง ๆ แล้วงบน้อยครับ ทำเองประหยัดดี อิ..อิ)</p>

<p>ถือโอกาสที่ต้องแบกกล้องไปแล้ว<br />
วางแผนหาความสุขใส่ตัว ด้วยการถ่ายภาพเก็บมาฝากคนใกล้ ๆ ด้วย<br />
ตั้งโจทย์ให้ตัวเอง ด้วยการจะถ่ายภาพจากเลนส์ 50mm. อย่างเดียว<br />
หลังจากใช้เลนส์ซูม เลนส์วายด์ มาพักใหญ่ ลองหวนกลับไปหาอะไรที่เรียบง่ายบ้าง<br />
นัยว่าเป็นภาพที่สะท้อน มุมมอง และสายตา ที่มองเห็นความเป็นไปของประเทศใกล้ เมืองเคียงแห่งนี้</p>

<p>เพียงแต่ว่า กล้องที่ใช้เป็น<strong>ดิจิตอล</strong> บันทึกภาพแล้วไม่ได้สัดส่วนเท่ากับ<strong>ฟิล์ม</strong><br />
ภาพที่ได้ เมื่อมองผ่านเลนส์ 50mm. จึงแคบลง ... หรือใกล้กว่าระยะสายตาเล็กน้อย<br />
เอาน่า... ให้คิดว่า เป็นภาพจากมุมมองของ<strong>คนสายตาสั้น</strong><br />
ที่จะดูอะไร ก็ต้องเขยิบเข้าไปใกล้สักหน่อย ... ก็แล้วกันครับ :-)</p>

<p>การเดินทางครั้งนี้ ผมเริ่มปักหมุดตั้งแต่กลางประเทศลาว ที่แขวงสะหวันเขต ตรงข้าม จ.มุกดาหาร<br />
จุดที่มีการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่สองนั่นแหล่ะครับ<br />
ค่อย ๆ เดินทางขึ้นเหนือ ไปที่เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน (ตรงกับ จ.นครพนม)<br />
ก่อนหันสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือเข้าเวียงจันทน์ <br />
แล้วยาวต่อไปจบที่เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง<br />
เก็บภาพกลับมาหลายร้อยภาพอยู่ คัดมาบางส่วนเป็นระยะของสายตา และองศาของความรู้สึก<br />
ที่นึกถึง ... และอยากปันกันครับ</p>

<p><br />
============================================================</p>

<p>(1)<br />
เมื่อสะพานเชื่อมสองประเทศเปิดใช้ ความเจริญก็พากันย้ายไปอยู่บริเวณด่านใหม่ใกล้ ๆ สะพาน<br />
ความคึกคักดั้งเดิมที่มีอยู่แถวท่าเรือ ก็ลดน้อยถอยความสำคัญลงไป<br />
นอกจากพ่อค้าแม่ค้า และบรรดาสามล้อรับจ้าง จะได้รับผลกระทบแล้ว<br />
อีกหนึ่งอาชีพเล็ก ๆ ที่ต้องเริ่มมองหาช่องทางทำมาหากินใหม่ ก็คือ<strong>คนรับจ้างแบกของลงเรือ</strong></p>

<p align="left"><img src="/images/story/50loader.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(2)<br />
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งฝั่งไทยและลาว<br />
คือการเหือดแห้งของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเมืองสองฟากฝั่ง<br />
ช่วงปลายฤดูร้อนย่างเข้าฝน แม่น้ำโขงบางช่วงยังแห้งขอดขนาดที่คนสามารถลงเดิน และเกือบจะข้ามไปถึงอีกฝั่งได้<br />
เห็นแล้วน่าใจหายจริง ๆ ... บางคนให้ความเห็นว่าเป็นเพราะทางการจีนซึ่งอยู่ทางต้นน้ำ<br />
ได้สร้างเขื่อนและระเบิดเกาะแก่งต่าง ๆ ทำให้น้ำเกิดการเปลี่ยนทิศ ผิดธรรมชาติ และแปรปรวน<br />
คนที่อยู่ปลายน้ำอย่างเรา เลยได้แต่มองตาปริบ ๆ</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50river.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(3)<br />
การเดินทางระหว่างเมืองที่ลาว หากไม่ติดขัดเรื่องเวลาการทำงานที่จำกัดหรือเร่งด่วน<br />
ผมเลือกที่จะนั่งรถโดยสาร เพราะสามารถเห็นสภาพความเป็นอยู่จริง ๆ ของชาวบ้าน<br />
ได้เห็นเส้นทางที่ตัดผ่านชุมชนต่าง ๆ และมีโอกาสได้พูดคุยกับคนท้องถิ่นจริง ๆ<br />
ลองนั่งมาเกือบหมดแล้วครับ รถเมล์ใหญ่ รถตู้เล็ก ไปจนถึงรถกระป้ออัดกัน 10 กว่าคน ไก่อีก 2 ตัว<br />
นั่งยาว 5-6 ชั่วโมง ข้ามแขวง ... สนุกดี แต่ก็หวาดเสียวไข้หวัดนกช่วงนั้น (อิ..อิ)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50bus-seller2.jpg" /></p>

<p><br />
============================================================</p>

<p>(4)<br />
เวลานั่งรถ นอกจากจุดหมายปลายถึงที่มุ่งอยากไปถึงแล้ว<br />
ความสนุกจากการสังเกตุความเป็นไประหว่างทาง ก็เป็นสเน่ห์อีกอย่างหนึ่ง<br />
ที่ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อ...</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50bus-seller.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(5)<br />
คนขายของที่ผมยกนิ้วให้เลย คือ คนจีน กับคนเวียดนาม<br />
ซึ่งทั้งสองเชื้อชาติ อพยพมาทำมาหากินในลาวไม่น้อยเหมือนกันนะครับ<br />
คนพวกนี้ ขยันมาก อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จับมาเป็นการค้าได้หมด เรียกว่าอยู่ในสายเลือดจริง ๆ<br />
ตามตลาด เราจะเจอคนเวียดนามหิ้วตะกร้า มีเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ และกาละมังพลาสติก 2 ใบ <br />
เดินรับจ้างทำเล็บ ให้แม่ค้าที่ขายของในตลาดอีกที... เพราะแม่ค้าก็อยากสวย <br />
แต่ยุ่งขายของไม่มีเวลาไปร้าน ... <br />
หรืออย่างในรูปนี้ ไม่มีเงินลงทุนเปิดร้าน... ไม่เป็นไร <br />
นี่.. ทำเป็น Mobile Unit มาขายถึงที่เลย สนใจไหม? (อิ..อิ)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50bus-seller3.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(6)<br />
หากเป็นการเดินทางภายในเมืองระยะใกล้ ๆ<br />
"จัมโบ้" หรือ สามล้อรับจ้าง เป็นทางเลือกที่สะดวกมากครับ<br />
มีสามล้อหลายขนาดให้เลือกใช้ ตามแต่จำนวนคนที่จะไป หรือจำนวนสัมภาระที่จะขน<br />
ครั้งแรก ๆ จะไปไหนผมก็ต้องเรียกเหมารถไปคนเดียว<br />
เดี๋ยวนี้ ถามชาวบ้านที่ขึ้นรถมาก่อนว่าไปไหน แล้วก็พ่วงไปทางเดียวกัน<br />
ประหยัดกว่า...ทั้งทรัพยากรพลังงาน และทรัพยากรในกระเป๋า ได้เพื่อนใหม่ด้วย (อิ..อิ)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50jumbo.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(7)<br />
ด้วยความที่น้ำมันที่นี่ราคาแพง (ราคาล่าสุดอยู่ประมาณ 37 บาทต่อลิตร)<br />
อีกทั้งจำนวนผู้โดยสารไม่ได้มีเยอะมากเหมือนในกรุงเทพฯ<br />
จัมโบ้ส่วนมากจะเลือกจอดรอรับคนตามสถานที่สำคัญ ๆ <br />
มากกว่าจะออกวิ่งตระเวนหาผู้โดยสาร<br />
เวลารออยู่ตามคิวรถ ส่วนใหญ่คนขับก็มักจะนอน เล่นเปตอง หรือไม่ก็เล่นไพ่ (อ้าว....)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50jumbo2.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(8)<br />
หากเป็นรถส่วนตัว .. รถที่ชาวลาวทั่ว ๆ ไปชื่นชอบ อยากหามาขับขี่เป็นที่สุด<br />
นาทีนี้ ต้องยกให้ <strong>"วีโก้" </strong>ครับ เรียกว่าใครถอยมาขี่นี่เท่ห์สุด ๆ<br />
สาว ๆ บอก "รถมันแรง อ้าย..."<br />
แต่ช่วงเวลาที่เดินทาง ผมประทับใจคันนี้ครับ คลาสสิคจริง ๆ จอดอยู่ริมรั้วบ้านหลังเล็ก ๆ ในเวียงจันทน์</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50beetle.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(9)<br />
ยามหิวขณะเดินทาง หากอาหารพื้นเมืองไม่ทานยากจนเกินไป ไม่โหดจนรับไม่ไหว<br />
ผมก็จะหาอะไรง่าย ๆ ทานในตลาดแหล่ะครับ เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้คุยกับแม่ค้า<br />
สอบถามความเป็นอยู่และเรื่องราวต่าง ๆ ได้สะดวกดี<br />
อาหารประยุกต์จากสมัยเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสที่ผมว่าทานง่าย อิ่มท้อง และราคาประหยัด<br />
ก็คือข้าวจี่ใส่ไส้ หรือปาเต๊ะ หรือแซนด์วิชขนมปังฝรั่งเศสที่เปลี่ยนไส้เป็นหมูยอ หมูหยอง <br />
และราดซ็อสพริก ... แซ่บอย่าบอกใคร</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50sandwich.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(10)<br />
ในตลาด... นอกจากอาหารและของใช้สารพันแล้ว<br />
สิ่งที่เราจะเห็นเกือบทุกที่ก็คือมาลัยดอกไม้ สำหรับไหว้พระ<br />
วิถีชีวิตวัฒนธรรมลาวยังผูกพันกับพุทธศาสนาค่อนข้างเหนียวแน่น</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50malai.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(11)<br />
ทุก ๆ ชุมชนจะมีวัดตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งเสมอ<br />
ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา พี่น้องชาวลาวจำนวนมากต่างหลั่งไหลจากทุกสารทิศ<br />
มาร่วมในพิธีอย่างไม่ขาดสาย เป็นภาพที่ประทับใจเสมอยามพบเห็น</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50monk-walk.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(12)<br />
เด็ก ๆ อีกจำนวนไม่น้อย ได้อาศัยบุญพระพุทธศาสนาเข้ามาบวชเรียน<br />
ในหลาย ๆ เมือง วัดจึงยังคงเป็นศูนย์กลางของวิถีชีวิตที่สงบ เรียบง่าย</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50monk-write.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(13)<br />
การทำนุบำรุงวัดวาอาราม และโบราณสถานต่าง ๆ <br />
คนทางนี้ จะไม่นิยมสร้างเสริมแต่งเติมอะไร<br />
มักจะปล่อยให้อยู่ในสภาพแบบเดิม ๆ มากกว่า<br />
หากจะเก่าก็ปล่อยให้เป็นไปตามกาลเวลา คอยดูแลเพียงไม่ให้พังทลายลงมาเสียหาย<br />
หรือเป็นอันตรายเท่านั้น ... ยามไปเยี่ยมชมวัดเก่าแก่<br />
เราจึงได้สัมผัสสภาพความเป็นจริงของสถานที่แห่งนั้นว่ายืนหยัดผ่านคืนวันมานานเพียงใด ...</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50construct.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(14)<br />
กีฬายอดฮิตติดอันดับ นอกจากฟุตบอลแล้ว ก็มี <strong>"เปตอง" </strong>นี่แหล่ะครับ<br />
หันไปมุมไหน ก็มักจะเป็นหนุ่ม ๆ ลาวยืนล้อมวงดู ส่งเสียงเชียร์กันสนุกสนาน<br />
เป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิและความแม่นยำไม่น้อย<br />
เอ.. จะว่าไป ยังไม่เคยเห็นสาว ๆ มาทอยลูกเปตองเลยครับ</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50peton.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(15)<br />
<strong>"ป่าไม้" </strong>นับเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่ประเทศลาวมีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก<br />
ปัจจุบัน ป่าไม้ลาวกำลังถูกท้าทายจากทุนนิยมโลกที่เข้าไปยื้อแย่งพื้นที่<br />
เพื่อให้หันมาทำการเกษตรเชิงเดี่ยวแทน ... นับเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ๆ <br />
หลาย ๆ จุดที่ผมลัดเลาะเข้าไป มีโอกาสเห็นร่องรอยของป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์<br />
ทิ้งไว้เพียงภูเขาหัวโล้นหลายสิบลูก เรียงตัวยาวไปสุดสายตา</p>

<p>เมื่อเห็นยอดไม้เล็ก ๆ พยายามแทรกกายยืนหยัดมีชีวิต เลยอดนึกถึงเรื่องนี้ไม่ได้<br />
และอยากถ่ายภาพเก็บไว้ ...</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50stairs.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(16)<br />
ชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ที่นี่<br />
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่า หาจากที่อื่นไม่ได้ง่าย ๆ<br />
ที่ลาว อาจไม่สะดวกสบายเท่าบ้านเรา<br />
แต่ที่นี่... เด็ก ๆ หัวเราะได้อย่างเต็มเสียง ยังมีอากาศดี ๆ ให้หายใจเต็มปอด<br />
มีวัฒนธรรมดี ๆ ที่รอถ่ายทอดให้พวกเขาเติบโตมาเป็นส่วนหนึ่งที่ดี ของโลกใบนี้</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50kids.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(17)<br />
ผมเคยบอกคนใกล้ตัวเสมอว่า ... ให้เก็บ <strong>"ก้อนเด็ก" </strong>บางส่วนไว้กับตัวบ้าง<br />
อย่าให้ความเป็นผู้ใหญ่ พรากความสดใสไปจากชีวิตเราเสียหมด<br />
ลองดูตาของหนุ่มน้อยคนนี้สิครับ<br />
ผมว่า สำหรับเขาแล้ว... ความสุขมีอยู่ในทุกอณูอากาศ มีอยู่ในทุกวันที่ตื่นลืมตา ...</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50smileboy.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(18)<br />
ดูเด็กแล้ว ก็มาดูผู้ใหญ่บ้าง (ว่าไปนั่น)<br />
สองสาวหลวงพระบางอารมณ์ดีนี้ มาช่วยงานผมอยู่เรื่อย ๆ จนสนิทกันดี<br />
ผมว่า <strong>"แม่หญิงลาว"</strong> ที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่สงบงามแบบดั้งเดิมนั้น<br />
เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวาน และมีสเน่ห์ไม่แพ้ใคร<br />
อยากให้รักษาเอกลักษณ์อันดีนี้ไว้ ไม่ต้องไปตามกระแสโลกตะวันตก<br />
ที่ทุกอย่างเป็นแฟชั่นไปเสียหมด</p>

<p>แต่ยังไง... สาวไทย ก็น่ารักที่สุดครับ .. ยืนยัน<br />
(เพราะหากไม่ยืนยัน .. ผมอาจจะโดนยันแทน อิ..อิ)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50noumee.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p>(19)<br />
ปิดท้าย ด้วยภาพของสายตาซุกซนที่ไปเห็นมาว่าน่ารัก<br />
ก็ขนาดว่าป้ายจราจร ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์การแต่งกาย ที่ต้องเกล้าผม นุ่งซิ่น<br />
ไม่เรียกว่า "น่ารัก" ก็ต้องโดนหยิกแล้วล่ะครับ :-)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/50walksign.jpg" /></p>

<p>============================================================</p>

<p><strong>...สิบเก้าภาพ แทนระยะของสายตา และองศาในความรู้สึก <br />
ที่มีต่อประเทศน่ารัก ๆ แห่งนี้ของผม<br />
อาจจะเป็นสายตาที่ดูสั้น ๆ แต่ก็เป็นมุมมองที่ผมว่ามีอะไรดี ๆ หลายอย่าง<br />
ที่เราเองก็น่าจะมาปรับใช้ได้บ้างเหมือนกัน<br />
ก็อยู่ใกล้กันแค่โขงกั้น ... สนิทกันไว้<br />
จะได้ร้องเพลง "สาวลาว ... บ่าวไทย" ไงครับ (อิ..อิ)</p>

<p></strong></p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>สงครามน้ำ(ใจ)</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2007/04/25-73.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2007://2.73</id>
    
    <published>2007-04-25T15:21:45Z</published>
    <updated>2007-04-25T15:33:24Z</updated>
    
    <summary>การเล่นสงกรานต์ที่เอาแต่สาดคนอื่น
แต่ตัวเองไม่เปียกนั้น ... มันไม่สนุกเลย</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p align="left"><img src="/images/story/songkran01.jpg" /></p>

<p>ถึงหน้าร้อน ... ผู้คนทั่วโลกต่างก็มีวิถีทางคลายร้อนในแบบฉบับของตัวเอง<br />
บ้างก็นิยมการแช่ตัวตามสระว่ายน้ำ บางคนก็ถือเป็นโอกาสทองของการทานไอศครีม<br />
สำหรับเมืองไทยแล้ว เรามีลีลาการผ่อนคลายความร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ยิ่งนัก</p>

<p>ใครหนอ... ช่างคิด<br />
สร้างสรรค์ประเพณี <strong>“สงกรานต์” </strong>ให้เราได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา<br />
ลูกหลานได้มาเยี่ยมเยือนผู้ใหญ่<br />
เด็ก ๆ ได้สนุกสนานกันหัวเปียกตัวแฉะ<br />
ดับความร้อนของอากาศในเดือนที่พระอาทิตย์ขยันทำงานที่สุดของปี</p>

<p>ผู้คนอีกหลายล้านรู้สึกอิจฉาและอยากมาเล่นกับเราด้วย<br />
ก็จะมีอีกสักกี่ที่บนโลกใบนี้<br />
ที่เราสามารถเอาน้ำไปรดกันได้อย่างสุขใจ<br />
แม้ระยะหลัง รูปแบบการ “รดน้ำ” จะถูกดัดแปลง แต่งเติม จนผิดเพี้ยนไปบ้าง<br />
แต่สีสันและความสุข ยังเจืออยู่ในน้ำทุกหยดที่รดกัน</p>

<p>================================================================</p>

<p>วันสงกรานต์ที่ยังประทับในความทรงจำผมอย่างดี<br />
คือวันสงกรานต์สมัยเป็นนักเรียนประถม<br />
ผมกลับไปเยี่ยม “อาก๋ง” ที่จังหวัดอุบลราชธานี<br />
บ้านเดิมของก๋งเป็นห้องแถว ตั้งอยู่บนถนนสายหลักของอำเภอ<br />
ช่วงเทศกาลแห่งการประพรมน้ำนี้ บรรดาขาใหญ่ต้องแสดงความเก๋า<br />
ด้วยการขนโอ่ง ตุ่ม สารพัดภาชนะขึ้นท้ายรถกระบะ เพื่อสาดน้ำตามถนนหนทางและหน้าบ้าน<br />
ไม่แตกต่างจากทุกวันนี้เท่าไหร่นัก</p>

<p>ผมกับลูกพี่ลูกน้องอีกคน ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปร่วมสมรภูมิบนรถกระบะ<br />
เลยวางแผนกัน สร้างสนามรบของตนเอง<br />
ด้วยการขนกาละมังทุกขนาดเท่าที่พอหาได้ในบ้าน<br />
รองน้ำแล้วย้ายไปไว้ตรงระเบียงชั้นสองที่เปิดหันหน้าสู่ถนนใหญ่เบื้องล่าง<br />
ในเวลานั้น ผมได้ตระหนักถึงตำราพิชัยสงครามซุนวูแบบเด็ก ๆ <br />
ทำเลดีย่อมมีชัย ...<br />
บรรดารถกระบะ สามล้อ มอเตอร์ไซค์ ที่แล่นผ่านหน้าตึกในบ่ายวันนั้น<br />
เป็นอันต้องโดนกระสุนน้ำจากสองยุวชนนักรบสาดกระหน่ำลงมาแบบไม่มีทางได้หลบเลี่ยง<br />
ฝ่ายศัตรูเบื้องล่างพยายามตอบโต้ทุกวิถีทาง ทั้งการสาดน้ำกลับ หรือใช้ปืนฉีดน้ำ<br />
(ซึ่งสมัยนั้น ไม่มีปืนแบบอัดแรงดัน ... น้ำที่ออกมาจึงแรงกว่าฉี่สุนัขอยู่ไม่กี่มากน้อย)<br />
อาวุธน้ำเหล่านั้นไม่มีอานุภาพพอจะลอยขึ้นมาสูงถึงชั้นสองได้<br />
เด็กป่วนทั้งสองคนจึงได้แต่ยืนหัวเราะชอบใจ <br />
แล้วดูการจากไปของขบวนพาหนะ ที่ทิ้งไว้เพียงสายตาอาฆาตแกมหยอก</p>

<p>เราสองพี่น้องสาดน้ำคนเบื้องล่างอยู่พักใหญ่<br />
จนตระหนักความจริงอีกข้อว่า ... <br />
<strong>การเล่นสงกรานต์ที่เอาแต่สาดคนอื่น<br />
แต่ตัวเองไม่เปียกนั้น ... มันไม่สนุกเลย</strong></p>

<p>ว่าแล้ว สองคนก็หันมาสาดน้ำกันเองเสียยกใหญ่ (อ้าว...)<br />
แต่ยังไม่ทันจะพักยกหันไปสาดคนที่ถนนต่อ<br />
ทันใดนั้น... <strong>โครม! </strong><br />
มวลน้ำก้อนมหึมาสาดซัดเต็มหน้าตา เต็มพื้นระเบียง และกระเซ็นไปเต็มพื้นในห้องชั้นสอง<br />
หายตะลึงแล้วหันไปหาที่มาของกระสุนปืนใหญ่<br />
หนุ่มสาวเกือบสิบคนบนท้ายรถหกล้อซึ่งอยู่ต่ำกว่าขอบระเบียงลงไปไม่มาก<br />
สาดน้ำเข้ามาเพราะเห็นเราสองคนเล่นน้ำกันเองอยู่<br />
โดยไม่รู้ว่า ข้างหลังเราสองคนนั้นเป็นห้องที่เปิดประตูทิ้งไว้</p>

<p>งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา สงครามสุดเฮฮาก็ย่อมมีวันจบ<br />
เพียงแต่งานนี้ ลงท้ายด้วยการถูกก๋งเอ็ดเสียยกใหญ่ที่ทำพื้นห้องเปียกเสียหาย<br />
ทหารปืนน้ำสองนาย ต้องกลายเป็นพลถูพื้นอยู่หลายชั่วโมง</p>

<p>ผ่านไปหลายปี<br />
สงกรานต์ กับผมดูเหมือนจะเหือดแห้งกันไป<br />
ช่วงเทศกาลคลายร้อนนี้ กลายเป็นเวลาที่ผมสนุกกับการอยู่เงียบ ๆ <br />
เป็นสุขกับถนนที่รถน้อย ๆ ได้อยู่กับครอบครัว และหนังสือเล่มโปรด<br />
เปล่าเลย... ผมไม่ได้แก่จนไม่สนุกกับสงกรานต์<br />
ตัวผมอาจจะแห้ง แต่ในใจผมได้เล่นน้ำด้วยเสมอ<br />
ผมฝึกเล่นน้ำ...ในใจมาหลายปีแล้วครับ</p>

<p>ในจังหวะที่เราสนุกสนานกับการเล่นน้ำดับความร้อน<br />
อยากให้ย้อนมองรอบข้าง และเผื่อไปถึงโลกที่กว้าง ๆ รอบนอก<br />
ยังมีอีกหลายมุมบนโลกใบนี้ ที่ต้องใช้น้ำอย่างจำกัด<br />
บางพื้นที่ของแอฟริกา หนึ่งครอบครัวมีโอกาสใช้น้ำเพียงไม่กี่ลิตรต่อวัน<br />
อยากให้เราซึ่งมีน้ำใช้อย่างพอเพียง ตระหนักถึงความโชคดีของเราบ้าง<br />
และหากดียิ่งขึ้น ก็มาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกัน “เก็บ” น้ำไว้บนโลกไปนี้ไปอีกนาน ๆ</p>

<p>เคยอ่านข้อมูลจากท่านผู้รู้ อีกไม่ช้า สิ่งที่มนุษย์ขวนขวาย แก่งแย่ง<br />
อาจไม่ใช้เงินทอง หรือทรัพย์สินใด ๆ แต่เป็น <strong>“น้ำ” </strong>ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต<br />
เพราะปริมาณน้ำสะอาดที่ใช้ดื่ม หรือใช้ในชีวิตประจำวัน นับวันจะลดน้อยลงทุกที</p>

<p>==============================================================</p>

<p>ปีนึง... เราได้เล่นสาดน้ำกันแค่หนเดียว<br />
แต่ <strong>“น้ำใจ” </strong>สาดกันได้ทุกวัน<br />
ยิ่งสาดใส่ ยิ่งสดชื่น<br />
ทั้งผู้สาด และผู้ถูกสาด<br />
<strong><br />
ว่าแล้ว... มารับน้ำใจจากผม สักขันนะครับ<br />
</strong></p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>ระยะของสายตา องศาของความรู้สึก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2007/03/15-72.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2007://2.72</id>
    
    <published>2007-03-15T04:52:45Z</published>
    <updated>2007-03-15T06:06:04Z</updated>
    
    <summary>เมื่อวัยผ่าน วันเปลี่ยน นาน ๆ ครั้งจึงจะได้มีโอกาสกลับมาเจอเพื่อนเก่าสักครั้ง</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p><strong>เว้นไปพักนึงนะครับ มีภารกิจให้ติดตามเลยไม่ได้มา update<br />
ต้องขออภัยไว้ด้วย... <br />
เรื่องนี้ บันทึกเรื่องราวไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว<br />
มารวบรวมเขียนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ :-)<br />
</strong><br />
<p align="left"><img src="/images/story/ongsa01.jpg" /></p></p>

<p>แสงตะวันลำแรกทำมุมแยงสิบห้าองศาผ่านหน้าต่างรถบัสสายกรุงเทพฯ-ลำปาง<br />
ดวงตาเปิดรับการทักทายของวันใหม่ แม้ร่างกายยังโหยหาความง่วงงุนของวันเก่า<br />
เมื่อคืนแทบไม่ได้หลับ นับแต่ล้อหมุนจากกรุงเทพฯ</p>

<p>อีกไม่กี่อึดใจก็มาถึงจุดหมายของการเดินทางที่แสนเมื่อยล้า<br />
หากคงยังไม่ได้หยุดพัก เพราะต้องมุ่งไปร่วมงานสำคัญที่ตั้งใจมาเยือน<br />
เป็นการเดินทางตามรอยความทรงจำจากภาพถ่ายหนึ่งใบ ที่เคยบันทึกไว้ให้คนคู่หนึ่ง ...</p>

<p>==============================================</p>

<p>เป็นครั้งแรก ที่ผมได้เข้าร่วมพิธีหมั้น-ยกน้ำชา แบบธรรมเนียมชาวจีนที่เต็มรูปแบบมาก<br />
งานจัดขึ้นในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งของเมืองลำปาง</p>

<p><strong>“หยก และนพ” </strong><em>(ชื่อจริง ไม่ใช่นามสมมติ) </em>คือ ศูนย์กลางของงานในวันนี้<br />
คนทั้งคู่เกิดและโตในลำปาง เป็นเพื่อนกันมาแต่เด็ก ผูกพันกันยาวนาน<br />
จนวันนี้ที่ความสัมพันธ์ของคนสองคนงอกเงยเติบโตเป็นครอบครัวใหม่<br />
ผมเป็นเพื่อนกับฝ่ายหญิงตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย<br />
มีโอกาสถ่ายภาพของคนทั้งคู่เมื่อสิบปีก่อน ... <br />
วันนี้ จึงอยากมาเก็บภาพของคนทั้งสองอีกครั้ง</p>

<p align="left"><img src="/images/story/ongsa02.jpg" /></p>

<p>นอกจากบรรดาญาติมิตรที่อุ่นหนา<br />
เพื่อนเก่าจากรั้วจุฬาฯ ก็มากันเกือบเต็มฝาผนังงาน<br />
ความสำคัญคงไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนที่มา<br />
แต่หากเป็นความตั้งใจของเพื่อนที่อยากมาร่วมแสดงความยินดี<br />
รวมทั้งการได้มาอยู่ในบรรยากาศที่นึกถึงที่ไรก็ยิ้มได้ทุกที<br />
นั่นคือ การกลับมาร่วมทำงานด้วยกันอีกครั้ง <br />
งานเฉพาะกิจหนนี้ไม่ได้ทำส่งอาจารย์ ไม่ได้ทำเพื่อเก็บเกรด<br />
แต่ทำให้เพื่อนเก่าคนหนึ่ง ในวันสำคัญที่สุดอีกวันของชีวิต</p>

<p>งานเบื้องหลังเวที เป็นงานคุ้นเคยของพวกผมอยู่แล้ว<br />
พอเจ้าสาวส่ง “ขั้นตอนพิธีการ” มาให้<br />
เราจึงแบ่งงานกันโดยไม่ได้ต้องนัดหมาย และไม่ต้องเคาะสนิมกันเท่าไหร่ (อิ..อิ)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/ongsa03.jpg" /></p>

<p><strong>“สาวติ้ง” </strong>หญิงหน้าหวาน วาจาเด็ดเดี่ยว รักงานสารคดี ตอนนี้เพิ่งเรียนจบโท<br />
สมัยเรียนเธอเต็งหนึ่งเรื่องงานจัดไฟ คุมไฟเวที <br />
เป็นตั้งแต่ต่อไฟ ทำไฟกระป๋องใช้เอง ไปจนคุมไฟละครเวทีทั้งเรื่อง<br />
งานนี้ไม่มีคิวไฟให้จัดการ แต่เธอก็ดูแล presentation ของคู่บ่าวสาว และเรื่องเพลงประกอบตลอดงาน</p>

<p><strong>“หนุ่มโนช” </strong>หนุ่มโคราชอารมณ์ดี หัวครีเอทีฟ สมัยเรียนทำหนังบทดี ๆ มิวสิควิดีโอแจ่ม ๆ หลายเรื่อง<br />
ปัจจุบันผันตัวเองไปเป็นอาจารย์สอนภาคฟิล์ม เพื่อน ๆ ยังคงสงสัยว่าเวลาสอน หนุ่มโนชจะวางตัวยังไง<br />
เพราะบุคลิกนิ่ง ๆ ไม่ค่อยพูดจา แถมอายุก็ไม่ห่างจากนักเรียนมากเท่าไหร่<br />
ตัวผมนั้นอาสาจะไปนั่งเรียนด้วย เพื่อสืบเรื่องนี้ให้รู้แจ้ง ก็ไม่ได้รับการอนุมัติจากเพื่อนฝูง<br />
เพราะกลัวจะไม่ได้ดูอาจารย์มาโนช แต่ไปดูบรรดาลูกศิษย์หญิงมากกว่า (อ้าว...)</p>

<p>งานนี้หนุ่มโนช อาสารับถ่ายวิดีโองานถนัด เราจึงได้เห็นลีลาของโนชที่คุ้นเคย<br />
มือถือกล้องนิ่ง เหมือนใช้ขาตั้ง หันกล้องไปยังคู่บ่าวสาวในงานพิธี<br />
แต่สายตาเจ้าของมือ หันไปดูนู่นดูนี่ตลอดเวลา ไม่รู้ภาพออกมาสวยเสมอได้ยังไง (ฟะ)<br />
แถมไม่ใช้การซูมภาพที่มีในกล้องเสียด้วย เจ้าตัวบอกภาพมันไม่อาร์ต ดูธรรมดาไป<br />
โนชชอบการ dolly (เลื่อนกล้องเข้าใกล้-ออกห่างจากวัตถุ ภาพจะดูดีมีมิติและชาติตระกูล)<br />
ไม่มีราง dolly หรืออุปกรณ์ช่วย เจ้าตัวเลยใช้ “ขา” เป็นอาวุธ<br />
แขกเหรื่อ อย่าแปลกใจ เมื่อเห็นผู้ชายใส่เสื้อเซอร์ ๆ เต้นมูนวอร์ค เข้า ๆ ออก ๆ อยู่หน้าเวที<br />
<strong><br />
“สาวส้ม” </strong>สาวขอนแก่นทั้งตัวและหัวใจ มือละครคนเก่งค่ายกันตนา<br />
ส้มเป็นคนน่ารักเสมอต้นเสมอปลาย เธอเป็นคนที่ทำให้ผมนึกเล่น ๆ ว่า<br />
ความน่ารัก เป็นสิ่งหนึ่งที่ถ่ายทอดกันได้ทางพันธุกรรม<br />
เพราะครอบครัวส้ม นิสัยน่ารักกันทั้งบ้านครับ<br />
ไปขอนแก่นทีไร ต้องแวะไปเยี่ยม หรืออย่างน้อยต้องโทรศัพท์ไปทักทายบ้านนี้เสมอ<br />
อืม... ละม้ายการไปเยือนขอนแก่น ต้องแวะซื้อของฝาก <strong>“ส.ขอนแก่น”</strong><br />
เอ.. หรือนี่จะเป็นที่มา ... <strong>“ส้ม ขอนแก่น” </strong>(ซะอย่างงั้น)</p>

<p>งานนี้ ส้มดูแลคิวงานบนเวที เรียกให้สมฐานะเป็น Stage Manager เชียวนะ<br />
ใครจะขึ้นกล่าวตอนไหน พิธีกรต้องออกเมื่อไหร่ ประธานพร้อมขึ้นหรือยัง<br />
ส้มจัดการได้หมด ... <br />
ใครมีญาติเยอะ เวลาจะจัดงานแต่ง งานบวช เรียกหาส้มไปช่วยกำกับคิวได้นะครับ :-)</p>

<p>ส่วนผมดูแลงานฝ่าย <strong>“รักษาความรู้สึก”</strong> .. ขั้นกว่าของฝ่าย “รักษาความปลอดภัย”<br />
เรียกว่าใครใช้ทำอะไร ขอให้บอก ...<br />
คิวบนเวทีของ “สาวส้ม” ต้องประสานกับฝ่ายเสียงของ “สาวติ้ง”<br />
หน้าประตูงาน เจ้าบ่าวเจ้าสาวถ่ายรูปกับแขกเหรื่ออยู่ ต้องการรู้ว่าบนเวทีจะเริ่มเมื่อไหร่<br />
หรือหัวหน้าฝ่ายโต๊ะจีน อยากรู้ว่าจะให้พักการเสิร์ฟอาหารหรือยัง ฯลฯ<br />
ในหอประชุมขนาดความยาวเกือบ 50 เมตร<br />
เราประสานงานกันอย่างลงตัว เพราะผมใช้ <strong>“วอ”</strong><br />
ไม่ใช่ วอ วิทยุ Walkie-Talkie นะครับ<br />
แต่เป็น <strong>“วอ วิ่ง” </strong>...<br />
ผมนี่แหล่ะ วิ่งไปวิ่งมา สนุกดีเหมือนกัน :-)</p>

<p align="left"><img src="/images/story/ongsa05.jpg" /></p>

<p>งานผ่านไปอย่างราบรื่น และหวานมาก<br />
เจ้าสาวทำ presentation เอง แล้วยังเรียงเพลงเพราะความหมายดีของคนทั้งคู่<br />
เตรียมไว้เปิดคลอตลอดงาน ... ไม่หวานได้ไงครับ :-)</p>

<p>===========================================</p>

<p>แสงตะวันลำสุดท้าย ฉายผ่านทิวไม้ริมถนนที่รถกำลังวิ่งผ่าน มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ<br />
เกิดเป็นแสงสีส้มกระพริบต่อเนื่องเรียงตา<br />
เหมือนภาพเบื้องหน้าปรากฏจากเครื่องฉายหนัง</p>

<p>เมื่อวัยผ่าน วันเปลี่ยน นาน ๆ ครั้งจึงจะได้มีโอกาสกลับมาเจอเพื่อนเก่าสักครั้ง<br />
การได้พบหน้าพูดคุยเรื่องราวเมื่อวันวาน หลังจากเว้นระยะสายตาไม่เห็นหน้ากันพักใหญ่<br />
เป็นเสมือนการฉายภาพย้อนให้เห็นตัวเราในอดีต<br />
ที่บางครั้งก็อาจหลงลืมไป ... <br />
ความสุขที่เคยเกิดขึ้นง่าย ๆ จากเรื่องเล็ก ๆ<br />
เสียงหัวเราะที่มีได้บ่อย ไม่จำกัดเวลา</p>

<p>วันเปลี่ยน องศาการมองชีวิตก็อาจเปลี่ยนตาม<br />
หากแต่หลาย ๆ ครั้ง การได้ย้อนกลับไปหวนมองวันเก่า ๆ<br />
เราอาจได้เก็บ “ความรู้สึก” เดิม ๆ นั้นไว้ .. </p>

<p><strong>ให้ชีวิตเต็มอิ่มกับวันใหม่ ที่จะผ่านเข้ามา :-)</strong></p>

<p align="left"><img src="/images/story/ongsa04.jpg" /></p>]]>

       
    </content>
</entry>
<entry>
    <title>ปีใหม่ 2550</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.ekanake.net/story/2007/01/02-71.php" />
    <id>tag:www.ekanake.net,2007://2.71</id>
    
    <published>2007-01-02T16:50:30Z</published>
    <updated>2007-01-02T17:01:31Z</updated>
    
    <summary>เลือกบางส่วน... มาเป็นของขวัญ
เริ่มต้นวันสำหรับปีใหม่</summary>
    <author>
        <name>เอกเขนก</name>
        
    </author>
    
    <content type="html" xml:lang="en" xml:base="http://www.ekanake.net/">
       <![CDATA[<p><strong>สวัสดีปีใหม่ 2550 ครับ</strong></p>

<p>ปีใหม่ปีนี้ ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนไกล<br />
หาเวลาอยู่นิ่ง ๆ ให้หัวใจเต้นช้าลงบ้าง<br />
ทานอาหารอร่อย ๆ พออิ่ม ให้ร่างกายได้ฟื้น